Pages

Subscribe:

Ads 468x60px

Friday, April 24, 2015

คุณเล่น forex ได้อย่างไร กำไรหรือขาดทุนมาจากไหน

โดยปกติแล้วท่านเล่น forex ท่านเป็นสกุลเงินเป็นคุ่  แต่ท่านเลือกเล่น EURUSD  ท่านทราบหรือป่าวว่าท่าน ซื้อ EUR  เพื่อต้องการให้ EUR ชนะ USD


สกุล เงินจะแสดงราคาเป็นคู่เสมอ  ทุกรายการเแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ  ต้อง ซื้อสกุลเงินหนึ่ง  และขายอีกสกุลเงินหนึ่งในเวลาเดียวกัน  สกุลเงินตัวแรก ที่อยุ่ด้านซ้ายมื่อของเครื่องหมาย ( / )  เรียกว่า Base Currency     เป็นสกุลเงินหลัก   ( GBP/USD )
อีกตัวอยุ่ด้านขวาของ  ( / ) เรียกว่า Counter  หรือ Quot Currency  (คือเงินดอนล่าร์)  

เมื่อ ทำการซื้ออัตราแลกเปลี่ยน  จะบอกว่าจะต้องจ่ายกี่หน่วยของ Quot Currency  เพื่อที่จะซื้อ  Base Currency  ต่อหนึ่งหน่วยจากตัวอย่างด้านบนต้องจ่าย 1.51258  ดอนล่าร์  เพื่อที่จะซื้อ 1 ปอนค์  เมื่อทำการขายอัตราแลกเปลี่ยน  จะบอกว่าจะจ่ายกีหน่วย   ของ Quot Currency   เพื่อทำการขาย   Base Currency   ต่อหนึ่งหน่อย
    ช่วงนี้ต้องอ่านหลาย ๆ รอบ นะครับถึงจะเข้าใจ

Bid / Ask  bid ราคาจะต่ำกว่าราคา Ask เสมอ

Bid คือ ราคาที่  Dealer   กำลังซื้อ Base Currency  ในการแลกเปลี่ยน สำหรับ  Quot Currency แบบนี้หมายความว่า Bid คือ  ราคาที่คุุณจะขาย  Sell  (  เวลาคุณ  Sell  จะซื้อที่ราคา Bid  ขายที่ราคา Ask )
Ask  คือ ราคาที่ Dealer   กำลังขาย Base Currency  ในการแลกเปลี่ยน  เพื่อให้ได้ Quot Currency  แบบนี้หมายความว่า Ask คือราคาที่คุณจะซื้อ Buy   ( เวลาคุณ buy จะซื้อที่ราคา Ask ขายที่ราคา Bid ) สำหรับการซื้อหรือขาย  Buy/Sell   ความหมายง่าย ๆ คือ

จะซื้อคู่เงินที่เชื่อว่า  Base Currency  จะมีอัตราราคาเพิ่มขึ้นกว่า  Quot Currency  (BUY)
และจะ Sell  ในคู่ที่คิดว่า  Base Currency จะมีอัตราราคาลดลงกว่า Quot Currency (Sell)

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/forex-524/?/

การใส่อินดิเคเตอร์ทับซ้อนกันใน MT4

การใส่อินดิเคเตอร์ทับซ้อนกันใน MT4
ในการวิเคราะห์กราฟบาง ครั้งเราใช้อินดิเคเตอร์หลายๆ ตัวช่วยในการวิเคราะห์ แต่เมื่อเพิ่มเข้าไปในกราฟแล้วจะเห็นว่าอินดิเคเตอร์แยกหน้าต่างเป็นส่วนๆ ของแต่ละตัว ซึ่งทำให้ราคาถูกบีบอัดให้ย่อเข้าไป ยิ่งอินดิเคเตอร์เยอะ กราฟก็จะยิ่งถูกบีบให้เตี้ยลงๆ ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้โดยการวางอินดิเคเตอร์ทับซ้อนกัน นอกจากจะประหยัดพื้นที่แล้วยังจะทำให้ง่ายแก่การวิเคราะห์อีกด้วย
ตัวอย่าง 1 การวาง Stochastic ทับบน MACD มีขั้นตอน ดังนี้
1. เปิดหน้าต่าง Navigator
2. ลาก MACD มาวางบนกราฟ ตั้งค่าตามต้องการ และกด OK
3. ลาก Stochastic มาวางทับบน MACD ตั้งค่า และกด OK
แค่นี้ก็จะได้ อินดิเคเตอร์วางทับซ้อนกัน ประหยัดพื้นที่ และง่ายแก่การวิเคราะห์กราฟ

 

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/mt4-498/?/

การปรับแต่งหน้าต่างแสดงราคาใน MT4

การปรับแต่งหน้าต่างแสดงราคาใน MT4
สำหรับบางท่านอาจจะอยากปรับแต่งหน้าต่างแสดงผลใน MT4 ให้เหมาะกับระบบเทรด และการวิเคราะห์กราฟของตนเอง ก็สามารถทำได้ ตามขั้นตอนดังนี้
1 เปิดหน้าต่างคู่เงินที่ต้องการปรับแต่งค่า
2 คลิกขวาที่หน้าต่างค่าเงิน เลือก properties หรือกด F8

การปรับแต่งหน้าต่างแสดงราคาใน MT4
สำหรับบางท่านอาจจะอยากปรับแต่ง หน้าต่างแสดงผลใน MT4 ให้เหมาะกับระบบเทรด และการวิเคราะห์กราฟของตนเอง ก็สามารถทำได้ ตามขั้นตอนดังนี้
1 เปิดหน้าต่างคู่เงินที่ต้องการปรับแต่งค่า
2 คลิกขวาที่หน้าต่างค่าเงิน เลือก properties หรือกด F8



 ศึกษาข้อมูลได้ที่ http://www.thaibestforex.com/forex/mt4-499/?/

การใช้สคริปต์ เปิด-ปิด ออเดอร์

การใช้สคริปต์ เปิด-ปิด ออเดอร์
หลายคนคงเจอปัญหาเหมือนกันกับผม คือเมื่อเปิดออเดอร์แล้ว ขี้เกียจตั้ง TP หรือ SL เพราะต้องมานั่งบวกลบ หรือกำหนดจุดที่จะตั้ง อีกทั้งบางทีเปิดออเดอร์ช่วงข่าวออก ยังไม่ได้ตั้งอะไรเลยวิ่งซะไกลแล้ว ถูกทางก็ดีหน่อย ถ้าผิดทางมีกระโดดปิดแทบไม่ทัน แถมบางโบรก ดันไม่ยอมให้เปิด หรือปิดออเดอร์อีก ปัญหานี้แก้ได้โดยการใช้สคริปต์ ลองโหลดไปใช้ดูครับ

 
 
ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/t501/?/

การใช้ Pending Order

ความรู้เรื่อง การใช้ Pending Order ที่หลายๆ คนงงกันมาก, ผมตั้งใจทำคำอธิบายให้อย่างดี และยกกรณีตัวอย่างชัดๆ ใส่กรณีที่คิดว่าอยากใช้ด้วย, จะได้เข้าใจกันชัดๆ

Buy Stop คือสั่งซื้อไว้ เมื่อราคาที่อยากซื้อ อยู่สูงกว่า ราคาปัจจุบัน, (เปิดตามเทรนด์) ใช้ในกรณีที่คิดว่า ราคาจะวิ่งขึ้นต่ออีกไกล ถ้าทะลุแนวต้านนั้นขึ้นมาได้

Sell Limit คือสั่งขายไว้ เมื่อราคาที่อยากขาย สูงกว่า ราคาปัจจุบัน, (เปิดสวนเทรนด์) ใช้ในกรณีที่คิดว่า ราคาขึ้นมาเกือบสุดแล้ว อยากจะเข้า Sell ที่ยอดดอย

Buy Limit คือสั่งซื้อไว้ เมื่อราคาที่อยากซื้อ ต่ำกว่า ราคาปัจจุบัน, (เปิดสวนเทรนด์) ใช้ในกรณีที่คิดว่า ราคาลงเกือบสุดแล้ว อยากจะเปิด Buy ที่ก้นเหว

Sell Stop คือสั่งขายไว้ เมื่อราคาที่อยากขาย อยู่ต่ำกว่า ราคาปัจจุบัน (เปิดตามเทรนด์) ใช้ในกรณีที่คิดว่า ราคาจะลงต่ออีกไกล ถ้าทะลุแนวรับนั้นลงไปได้



ตัวอย่าง (ในภาพ ราคาปัจจุบัน จะมีทั้งราคา Bid และ Ask จึงมี 2 เส้น)
ถ้าราคาปัจจุบันเป็น 1.31160 แล้วต้องการซื้อที่ 1.31230 ให้ตั้งเป็น Buy Stop
ถ้าราคาปัจจุบันเป็น 1.31160 แล้วต้องการ sell ที่ 1.31200 ให้ตั้งเป็น Sell Limit
ถ้าราคาปัจจุบันเป็น 1.31160 แล้วต้องการ buy ที่ 1.31130 ให้ตั้งเป็น Buy Limit
ถ้าราคาปัจจุบันเป็น 1.31160 แล้วต้องการขายที่ 1.31100 ให้ตั้งเป็น Sell Stop

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/pending-order/?/

ก่อนคิดใช้ทุกความรู้ในการเทรด

ตอนนี้คุณก็พร้อมที่จะครองโลกฟอร์เร็กซ์แล้ว คุณพร้อมที่จะเกษียณ อีกไม่กี่ปี แล้วไปเที่ยวรอบโลกไปกับเครื่องบินส่วนตัว ใช่ไหม? คิดอีกที ไม่ดีกว่า ! คุณฝันสลาย แต่อย่างน้อยก็ได้ฝัน ใกล้แล้ว เราบอกไว้ตั้งแต่เริ่มแล้วว่า มันไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเพิ่งเทรดใหม่ คุณอาจจะเทรดได้น่ากลัว

ไม่ มีใครเป็นมืออาชีพตั้งแต่แรก ทุกคนต้องเรียนรู้ และต้องใช้เวลา คุณถึง จะรู้ถึงคุณค่าของมัน การเดินดุ่ม ๆ เข้าไปเทรดด้วยบัญชีจริงเลย เหมือนกับ ลงไปแข่งบาส NBA หลังจากที่ เพิ่งจะอ่านคู่มือ การเล่น บาสเกตบอล "Basketball for Dummies" คุณยังไม่ฉลาด ยังไม่แข็งแรง และยังควบคุม อะไรได้ไม่ดี คุณยังไม่ได้พัฒนาทักษะ หรือ จิตใจ ร่างกาย เพียงพอ ที่จะสู้ กับ มืออาชีพหรอก ? เหมือนกับที่ คุณกำลังเข้ามาในตลาด

โลกแห่งค่า เงินนั้น ไม่แน่นอนและซับซ้อน มีคนที่สุดโต่ง อยู่ในตลาด เต็มไปหมด บางคนจบด็อคเตอร์ บางคนจบ ปริญญาโท บางคนจบจาก โรงเรียนชั้นนำ ที่มีเงินเยอะ และบางคนมีเครื่องมือเทคโนโลยีชั้นสูงเมื่อคุณเข้ามาในโลกของฟอร์เร็กซ์ คุณต้องพร้อมที่จะดำผุดดำว่าย ปล้ำกับฉลามเหล่านี้ และพวกมันชอบกินเหยื่ออย่างเรา ๆ ซะด้วยสิ

คุณกลัวหรือเปล่า?
เรา อยากให้แน่ใจว่า คุณเข้าใจว่า ถึงแม้ว่าคุณจะสนุกกับฟอร์เร็กซ์ขนาดไหน การเทรดฟอร์เร็กซ์ ก็เป็นเรื่องเครียด เป็นธุรกิจ และคุณต้องใส่ใจกับมันด้วยด้วยเหตุนี้ ทุกคนต้องเอาใจใส่กับ ธุรกิจ เพื่อจะได้มีส่วนในผลประโยชน์เหล่านี้บ้าง
ใช่ คุณทำได้ แต่ว่า ก่อนที่คุณจะเริ่มเทรดฟอร์เร็กซ์ บทความในเว็บนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่เราได้แบ่งปัน ให้คุณเริ่ม ในทางที่ถูกต้อง

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/t508/?/

Thursday, April 23, 2015

Non-Farm คืออะไร ?

Non-Farm คืออะไร ?
เคยสงสัยกันไหมว่า เย็นวันศุกร์บางศุกร์ เห็นกราฟ Forex วิ่งหน้าตั้งกันแบบน่ากลัวกันใช่ไหม ? หลายคนคงรู้ หรือได้ยินมาว่า
มันเกิดจาก ข่าว Non-Farm แล้วก็สงสัยอีกว่า ข่าว Non-Farm คืออะไร ?



ผมจึงจัดการสรุปให้นะครับ, ทีนี้คงได้รู้กันเสียทีว่า ทำไมกราฟมันวิ่งดีจัง ณ เวลานั้นๆ

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/non-farm/?/

ความจริงเกี่ยวกับการเทรด Forex

ผมเชื่อว่าหลายคนเข้ามาในตลาดแห่งด้วยสายตาที่คิดว่าตลาดแห่งนี้จะมีเงินทอง ไหลมาเทมา บางคนฝันว่าตัวเองจะได้มีรถสปอร์ตหรูขับ แต่ในความเป็นจริงแล้วมีเทรดเดอร์น้อยคนมากที่สามารถไปถึงจุดนั้นได้จริง ๆ แล้วความเป็นจริงคืออะไรละ?

สิ่งที่เป็นไปได้ในโลกแห่งความเป็นจริงสำหรับการเทรด
มัน ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีทุนเท่าไหร่ในการอยู่ในตลาดแห่งนี้คุณเอาเงินเข้ามาใน ตลาดเท่าไหร่คุณก็จะได้ออกไปในจำนวนประมาณนั้นละครับ มันต่างกันมากเลยระหว่างคนที่เข้ามาในตลาดด้วยเงิน 1000$ กับคนที่เอาเข้ามาด้วยจำนวนเงิน 100, 000$ หากเทียบกันแล้วคนที่มีโอกาสจะได้ในชีวิตเทรดเดอร์ชิว ๆ ก็ต้องเป็นคนที่มีทุนมากกว่าใช่ไหมละครับ มันเป็นการคำนวณตัวเลขง่าย ๆ เลย ยิ่งมีเงินในบัญชีมากเท่าไหร่นั่นก็หมายความว่าคน ๆ นั้นก็ไม่ต้องเทรดอะไรมากก็สามารถเทรดไปวัน ๆได้อย่างสบายใจและสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยการเทรดจริง ๆ ได้

คุณล้อผมเล่นรึเปล่า?
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้หลาย ๆ คนจะมีคำถามทันทีเลยว่า “งั้นก็ออกจากงานที่ทำเลยดิแล้วทุ่มเงินสัก 10000$ มาลงกับ Forex เลย” งั้นลองมาดูตัวอย่างข้างล่างนี้ครับ
ตัวอย่าง
สมมุติว่าคุณต้องการเงิน 50000$ ต่อปีถึงจะเพียงพอต่อการมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการเทรด
บัญชีของนาย A มี 10000$ ถ้าจะทำ 50000$ จะต้องทำถึง 500% ต่อปี
บัญชีของนาย B มี 200,000$ ถ้าจะทำ 50000$ ทำ 25% ต่อปีก็เพียงพอละ
จาก ตัวอย่างข้างบนแสดงให้เห็นชัด ๆ เลยครับว่าเทรดเดอร์ เอ ต้องทำให้ได้ตั้ง 500% ถึงจะอยู่รอดได้ทั้งปีในขณะที่เทรดเดอร์ บี ที่มีเงินมากกว่าขอแค่ 25% ของพอร์ตก็อยู่ได้ละ อันนี้ยังไม่รวมความเสี่ยงหรือการเพิ่ม lot ของวิธีเทรดของแต่ละคนอีกนะครับ แล้วการที่ต้องเทรดมากกว่า 5% ของพอร์ตต่อเดือนถือเป็นความเสี่ยงมาก ๆ บางคนอาจจะพูดว่า “5% ของพอร์ตต่อเดือน นิดเดียวเอง” แต่ 5% รวมกัน 12 เดือนก็เท่ากับ 60% เลยนะครับและถ้าหากคุณเพิ่ม lot อีกละ ความเสี่ยงของคุณอาจจะพุ่งสูงขึ้นถึง 80% ของพอร์ตเลยทีเดียว



ความเพ้อฝันส่งผลอะไรกับบัญชีของเรา?
หลาย ๆ คนคิดวิธีการบริหารการเงินที่สวยหรูมากเช่น 100 orders ก็สามารถรวยได้เลยเป็นต้น พอมีคนถามว่าแล้วถ้าเสียละ? ก็อึ้งกันไปเลยนี่เป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนพลาดเพราะลืมคิดไปว่าถ้าเสียจะทำยังไงและสิ่งที่ทำให้แผนอันสวยหรูต้องพัง พินาศลงก็คือ 2 สิ่งนี้
ข้อที่ 1: การ Overtrade
ข้อที่ 2: ใส่ lot มากเกินไปในการเทรดแต่ละครั้ง
การ overtrade เป็นอะไรที่พบเห็นได้บ่อยไม่ว่าจะเทรดเดอร์มือใหม่มือเก่าที่ยังไม่หลุดออก จากความเพ้อฝันของตัวเอง พวกเขาจะมีความคิดว่ายิ่งเทรดมากก็ยิ่งได้มากแต่ความจริงแล้วมันตรงกันข้าม เลย การที่ยิ่งเทรดมากในตำแหน่งที่ตัวเทรดเดอร์คนนั้น ๆ ไม่ได้เปรียบมีแต่จะทำให้เสียมากขึ้นต่างหาก
การลง lot ที่หนักไปก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เงินของคุณหายไปได้ในพริบตาเช่นเดียวกัน เทรดเดอร์หน้าใหม่บางครั้งเวลาที่ได้เงินมาเยอะ ๆ ในช่วงแรกจะคิดว่าพวกเขาทำได้และใส่ lot หนักกว่าเดิมเพราะอยากรวยไว ๆ และสุดท้ายการเทรดก็จะไม่ต่างอะไรไปจากการพนันในที่สุดและบัญชีของพวกเขา เหล่านั้นก็ต้องกลายเป็น 0 และเดินออกจากตลาดไปในที่สุด

ความจริงแล้ว “อะไร” ที่จะทำให้เราเป็นเทรดเดอร์ที่แท้จริงได้
ก่อน อื่นเลยหากคุณเคยล้างพอร์ตหรือมีประสบการณ์การเทรดมาแล้วในระดับหนึ่งเมื่อ คุณมาถึงตรงนี้แล้วคุณต้องยอมรับความจริงข้างบนให้ได้เสียก่อน จากนั้นความจริงอีกข้อที่คุณต้องเข้าใจคือ เทรดเดอร์แต่ละคนไม่มีทางที่จะเหมือนกัน วิธีการคิด วิธีการเทรด วิธีการตัดสินใจในสถานการณ์ที่ขับขันย่อมแตกต่างกันออกไปแล้วแต่คน การเรียนรู้ ที่จะเทรดแบบ Price Action เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้กับเทรดเดอร์ในการเป็นเทรดเดอร์ที่ ประสบความสำเร็จได้ในอนาคต เมื่อคุณเรียนรู้ที่จะเทรดในแบบของคุณและมีการบริหารเงินที่อยู่บนความเป็น จริงจะทำให้คุณเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จในที่สุด
ที่ผมเลือกบท ความนี้มาแปลเพราะผมคิดว่าคนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รู้ความจริงอยู่ว่าสิ่ง ที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่มันคืออะไร มันโหดร้ายแค่ไหน ไม่มีอะไรในโลกได้มาโดยง่ายครับ ยิ่งเป็นอิสรภาพทางการเงินด้วยแล้วยิ่งเป็นของมีค่ามาก ๆ มันก็ยิ่งยาก มันไม่ผิดที่คุณจะฝันถึงการได้ขับรถสปอร์ตด้วยเงินจาก Forex แต่คุณก็ต้องยอมรับความเป็นจริงด้วยว่าตลาดนี้มันมีความเสี่ยงอยู่ จากการคำนวณข้างบนอย่าคิดนะครับว่าอ่านบทความนี้จบแล้วจะขายทุกอย่างเพื่อ เอาเงินทั้งหมดมาแล้วทำให้ตัวเองอยู่ได้เพียง 25% ต่อปี คุณยังต้องคิดอีกว่า คุณมีประสบการณ์มากพอไหม คุณเทรดเก่งแล้วรึเปล่า คุณรู้วิธีแก้ไขสถานการณ์ที่เหมาะสมกับตัวเองแล้วหรือยังและความจริงอีกข้อ หนึ่งคือคุณไม่สามารถทำให้ 100$ กลายเป็น 1 ล้านเหรียญได้แต่ 100$ สามารถกลายเป็น 500$ ได้ 500>1000$ 1000>2000 2000>4000 ได้ มันต้องค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปครับเมื่อเงินเยอะขึ้นคุณจะสามารถลง lot ได้มากขึ้นไม่ต้องรีบร้อนขอเพียงคุณมีกลยุทธ์การเทรดที่เหมาะสมรับรองว่า เงินของคุณไม่หนีไปไหนแน่นอนครับ

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/forex-473/?/

3 กุญแจสำคัญในการเทรดฟอร์เร็ก Forex

3 กุญแจสำคัญ ในตลาดที่ต้องใส่ใจ เมื่อเทรดฟอร์เร็กซ์
นัก เทรดฟอร์เร็กซ์ ทั้งมือใหม่และมืออาชีพ นั้น จะให้ความสาคัญในเรื่องกลยุทธ์การเทรดเกี่ยวกับการใช้ เครื่องมือ Indicator เช่น Moving Averages และ เส้นเทรนด์ไลน์ เมื่อเทรดยูโร หรือ เงินปอนด์ พวกเขาไม่ค่อยดูทิศทาง อย่างอื่นประกอบในการตัดสินใจในการเทรด แต่ว่า ปัจจัยอื่น ๆ เหล่านี้ บางครั้งก็สามารถเป็นกุญแจสำคัญ ในการ ทำกำไรได้ และส่งผลต่อการขาดทุนของคุณในตลาดฟอร์เร็กซ์ได้เช่นกัน

หลายปีมานี้ ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ ได้ใส่ใจกับตลาดอื่น ๆ เพื่อมายืนยันทิศทางในการเทรด และยังใช้โปรแกรม ที่รุดหน้า ด้วยความที่เป็นมืออาชีพของพวกเขานั้น สามารถเห็นความสัมพันธ์ระหว่างตลาด ซึ่งเปิดเผยให้เห็นถึง การเคลื่อนไหวของการลงทุน ที่ไปในทิศทางเดียวกัน หรือ ทิศทางแตกต่างกัน ความสัมพันธ์เหล่านี้เรียกว่า ค่า Correaltion ที่เกิดขึ้นในตลาดเหล่านี้ เช่น น้ำมันดิบ ดัชนีดอลล่าร์แคนาดา ราคาฟิวเจอร์ทองคำ และ ดัชนีค่าเงิน ดอลล่าร์ออสเตรเลีย และ ตัวอย่างอื่น ๆ เช่น เงินเยนเมื่อเทียบกับดอลล่าร์ หรือแม้แต่ พันธบัตรระยะสั้น ของรัฐบาลญี่ปุ่น

มาดูว่า ตลาดอื่นนั้นมีความสำคัญ หรือ อิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของตลาดฟอร์เร็กซ์ เป็นอย่างไร

เชื่อหรือไม่ว่า อัตราแลกเปลี่ยนและตลาดพันธบัตร มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด

ทิศ ทางของตลาดสินทรัพย์ทั้งสองตัวนั้นค่อนข้างขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจของ ประเทศ และ นโยบายทางการเงิน ของประเทศนั้น ๆ ถ้าเศรษฐกิจของประเทศมีความแข็งแกร่ง นักลงทุนจะซื้อพันธบัตรซึ่งเสนอมาจากประเทศนั้น ๆ ดังนั้น เราต้องดูว่า มีอัตราผลตอบแทนที่สูงและคงที่อย่างต่อเนื่องหรือไม่เพราะว่ามันจะส่งผลไป ถึง อุปสงค์ ของค่าเงิน ที่จะเพิ่มขึ้นด้วย และด้วยเหตุนี้ควรจะให้ความสำคัญ กับอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อนักลงทุนต่างชาติสนใจ ที่จะลงทุนในประเทศนั้น (และลงทุนในโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน) มันก็จะมีการทำธุรกรรมเกี่ยวกับ อัตรา แลกเปลี่ยนเกิดขึ้น ทำให้เงินเปลี่ยนมือจากอีกมือหนึ่งไปสู่มือหนึ่ง

และ นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมผู้จัดการกองทุนต่าง ๆ จะดูเรื่องของผลตอบแทนของพันธบัตรอายุระยะสั้นด้วย เพื่อยืนยันการเกิดเทรนด์ในตลาดแลกเปลี่ยนค่าเงิน การเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในสินทรัพย์ทางการเงินตัวหนึ่ง สามารถทำนาย หรือ ยืนยันการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ทางการเงินตัวอื่นได้

คู่เงินหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์นี้ได้ดีคือ ค่าเงินดอลล่าร์เทียบกับค่าเงินเยนญี่ปุ่น ( USD/JPY) ในตลาด ฟอร์เร็กซ์ ค่าเงิน USD/JPY นั้นเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันกับพันธบัตรรัฐบาลอายุสั้นของรัฐบาลญี่ปุ่น โดย ทั่วไปแล้ว พันธบัตรอายุสองปี ตามรูปที่ 1 ที่เราเห็น จะเห็นว่า รูปแบบ จะปรับตัวขึ้นตลอดปี 2010 และในตลอด ช่วงเวลานี้ การเก็งกำไรในตลาดได้เกิดขึ้นทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้น และถ้าเป็นไปอย่างนี้ เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ผู้ส่งออกของญี่ปุ่นจะฟื้นด้วย ได้เร็วกว่าทางสหรัฐฯ เนื่องจากที่ญี่ปุ่นมีการเจริญเติบโตมากกว่า และผลดังกล่าว จะทำให้นักลงทุนต่างประเทศ จะสนใจให้การลงทุนในเอเชีย ในพันบัตรของรัฐบาลมากขึ้น ซึ่งอุปสงค์จะช่วยทำให้ ค่าเงินของญี่ปุ่นแข็งค่าเงิน เมื่อเทียบกับเงินดอลล่าร์ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ไปถึงเดือนกันยายนปี 2010


ภาพที่ 1 ที่มา : Bloomberg

เครื่อง มือทางการเงินประเภทอนุพันธ์ เช่น อนุพันธ์ค่าเงิน ก็เป็นตัวยืนยันที่ดีเยี่ยม ของทิศทางการเคลื่อนไหว ของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หรือ ฟอร์เร็กซ์

ในตลาดทุน โบรกเกอร์หุ้น และ นักเทรด จะคอยดูปริมาณการเทรด เพื่อยืนยันน้ำหนักในการเกิดเทรนด์ นักเทรด ค่าเงิน ก็จะใช้ฟิวเจอร์ของค่าเงิน ในการสังเกตอุปสงค์ของค่าเงินตัวที่อ้างอิงนั้น ๆ ซึ่งข้อมูลประเภทนี้ สามารถใช้ ในการทำนายอุปสงค์ในอนาคต ของค่าเงิน และยังใช้ทำนายอุปสงค์ ของตลาดโภคภัณฑ์ด้วยเช่นกัน

แม้ว่า นักวิเคราะห์หรือนักกลยุทธ์บางคน จะมองในเรื่องของออร์เดอร์ที่ไม่ได้หวังทำกำไร และออร์เดอร์ที่ หวังทำกำไรด้วย

– ประเด็นคือ การดูออร์เดอร์ที่ไม่ได้หวังทำกำไรเป็นหลัก ออร์เดอร์ที่ไม่หวังทำกำไรนั้นมีอยู่จริง เคล็ดลับคือ การดูอุปสงค์ที่มีอยู่ ในค่าเงินเพื่อที่จะยืนยันทิศทางของตลาด (ตัวอย่าง สัญญาฟิวเจอร์ที่ เปิดสถานะไว้มีสูง ในค่าเงินดอลล่าร์ออสเตรเลีย) ด้วยเหตุนี้ กำไรของออร์เดอร์เหล่านั้น ได้มาจากการที่ตลาดนั้น เคลื่อนไหว ด้านใดด้านหนึ่ง
- เพื่อที่จะป้องกันการเกิดราคาเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม ถ้าเทรดเดอร์ทุกคน ซื้อในตลาด จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อพวกเขาอยากขาย ? (ตลาดฟอร์เร็กซ์นั้น ไม่ใช่หนทางเดียวสาหรับนักลงทุน หรือนักเก็งกำไร ในการทำเงิน ยังมีการทำกำไรจากฟิวเจอร์ของค่าเงินอีก)

วันที่ 19 ธันวาคม 2010 ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญในรอบ 90 วันทำการ นักเทรดจะทำการเทรดด้าน ดอลล่าร์ เนื่องจากว่า ภาวะหนี้เสียของสหภาพยุโรปที่ลุกลาม และเทรดเดอร์เหล่านี้จะ Sell ฟิวเจอร์ส ของค่าเงิน ยูโร ซึ่งก็ไม่แตกต่างกันจากการทำกำไรจากค่าเงิน EUR/USD เนื่องจากมันร่วงลงไปจนถึง $1.3080 หลังจากที่มัน ถึงจุดแนวรับทางเทคนิค นักเทรดเริ่มมีการทำกำไร ซึ่งนำไปสู่การเกิดการกลับตัว ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้น และสร้าง ผลตอบแทนได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ถ้าใครซื้อไปวันนั้น


รูปที่ 2 ที่มา: FX Intellicharts

ตลาด Credit Default Swap.

เป็น ตลาดที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักมากนัก หรือเรียกอีกอย่างว่าเครื่องมือ CDS สามารถช่วยให้เห็นทิศทางของค่าเงิน ในระยะยาวได้ดี เช่นกัน CDS เพิ่งจะเป็นที่รู้จัก และใช้กันอย่างกว้างขวางเมื่อเกินกว่า 14 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมันก็คือ สัญญาที่ออกแบบไว้เพื่อป้องกันออร์เดอร์ของฝั่งผู้ซื้อ ต่อดัชนี้ความเชื่อมั่นต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ผู้จัดการกองทุน สามารถซื้อเครดดิต มูลค่า 100 ล้านเหรียญ ในพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น โดยการจ่ายค่าพรีเมียม และเมื่อเหตุการณ์ ภาวะวิกฤติเกิดขึ้น ผู้จัดการกองทุนจะได้ค่าชดเชยพัมธบัตรคืน ดังนั้นก็ไม่ได้แตกต่างจาก ฟิวเจอร์สค่าเงิน CDS เป็นตัวหนึ่งที่จะบอกได้ว่าตลาดกับอยู่ในภาวะขาขึ้นหรือขาลง

ในช่วง ที่เกิดวิกฤตหนี้สิน ในปี 2010 CDS เป็นตัวยืนยันถึงความขมขื่นของสภาวะตลาดสินทรัพย์ ทางการเงิน ของ ยุโรป ตอนนั้น CDS พุ่งขึ้นสูงเป็นประวัติกาล ประเทศอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่าง สหรัฐฯ อังกฤษ พอใจกับอัตรา Swap Rate ที่เฉลี่ย 50 จุด Swap ของกรีซสูงกว่าตอนนี้ถึง 15 เท่าตอนที่เกิดวิกฤติหนี้สินใจกรีซ ความแตกต่าง ของ Swap Rate ที่มากมายนี้ยืนยันการเกิดการเทขายค่าเงินยูโรแกว่งตัวถึง 20 % ในช่วงเวลาเพียง 5 เดือนครึ่ง

เมื่อเราใช้เครื่องมือข้างต้น เหล่านี้สามารถยืนยันการตัดสินใจในการเทรดของเราได้เป็นอย่างดี เพื่อทำให้ผลตอบ แทน ของการลงทุนมากยิ่งขึ้น ด้วยความเชื่อมโยงกันที่มากขึ้น ของตลาดโลกทุกวันนี้ และต้องพยายามเข้าใจ ความสัมพันธ์ ของตลาด เพราะว่ามันช่วยให้นักลงทุนได้กาไรเพิ่มขึ้นจากการศึกษาพวกมัน

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/3-476/?/

Forex News

Forex News : ข่าวที่ มีผลต่อตลาดเงิน จะเป็นข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเงินของประเทศต่างๆ ข่าวของแต่ละประเทศ จะมีผลต่อค่าเงินของประเทศนั้น ข่าวที่มีผลต่อค่าเงินมาก ตัวอย่างเช่น อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate), อัตราการจ้างงาน (Employment Change), การประกาศตัวเลข GDP ฯลฯ ถ้าข่าวออกมาดี เช่นการจ้างงานเพิ่มขึ้น, GDP เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ค่าเงินของประเทศนั้นเพิ่มขึ้นตัวเลขออกมาดี คนแย่งกันซื้อ ค่าเงินก็จะสูงขึ้น ตามหลักอุปสงค์/อุปทาน ถ้าข่าวออกมาเศรษฐกิจไม่ดี คนย่อมไม่อยากจะถือเงินนั้นไว้ พากันเทขายออกมาค่าเงินจึงลดลง

เมื่อ เรารู้ว่าข่าวทำให้ค่าเงินนั้นๆ ขึ้นหรือลง จะมีผลต่อราคาคู่เงินที่เราเล่น อย่างไร ตัวอย่างเช่น ถ้าข่าวออกมาแล้วค่าเงิน USD (ดอลล่าร์สหรัฐฯ) แข็งขึ้น ดอลล่าร์สูงขึ้น คู่เงินที่มี USD นำหน้า ราคาจะวิ่งขึ้นไป เช่น (USD/JPY, USD/CHF, USD/CAD) และคู่เงินที่มี USD ข้างหลัง ราคาก็จะลดลง เพราะตัวหารเพิ่มขึ้น เช่น (EUR/USD, GBP/USD, AUD/USD, NZD/USD) ถ้า USD อ่อนลง ก็กลับกัน

ข่าวที่สำคัญๆ จะมีผลต่อค่าเงินมาก ณ เวลาที่ข่าวออก ราคาของคู่เงินอาจ ขึ้น/ลง มากกว่า 100 pips ขึ้นอยู่กับผลของข่าวผู้ที่ต้องการเล่นข่าวห้ามพลาดเด็ดขาด ผู้ที่เล่นเทคนิค เล่นตาม Signal ควรหลีกเลี่ยงช่วงข่าวสำคัญ จึงควรศึกษาเกี่ยวกับข่าวให้ดี ถ้าเรามีความรู้เรื่องเศรษฐกิจ การเงิน จะเป็นประโยชน์มากในการวิเคราะห์ข่าวต่างๆ แนะนำที่นี่ครับ www.forexfactory.com เวปนี้สามารถดูล่วงหน้า หรือย้อนหลังได้ ถ้ามีเวลาลองเปิดไปดูข่าวเก่าๆ แล้วลองเทียบกับกราฟราคา ดูผลของข่าวก็ดีครับ

อธิบายหน้าข่าว

 

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/forex-news/?/ 

การทำกำไรอย่างยั่งยืนในตลาดฟอเร็กซ์ (Forex Trader)

เนื่องในโอกาสครบรอบหนึ่งปีของการสอนเทรดของผม, ผมก็อยากจะทำอะไรเป็นพิเศษให้กับนักเรียน ผมจึงเขียนบทความนี้ขึ้นมา นำเสนอข้อคิดหลายๆ อย่างเกี่ยวกับการเทรด เพราะผมเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อหลายๆ คน จึงตัดสินใจเผยแพร่ให้สาธารณะด้วยครับ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่พวกเรา ไม่มากก็น้อย



หัว ข้อใหญ่ที่จะพูดถึง คือทำอย่างไรให้อยู่รอด และทำกำไรในตลาดได้อย่างยั่งยืน, ไม่ใช่วันเดียวกำไร 100% แล้วพรุ่งนี้ล้างพอร์ต สรุปว่าพ่ายแพ้, รวมถึงแนวคิดที่ถูกต้องในการเดินสายการเป็นเทรดเดอร์ จากมุมมองเทรดเดอร์น้อยๆ ของผมหลายๆ คนคาดหวังว่า จะใช้การเทรดเป็นอาชีพที่เลี้ยงดูตนเอง ครอบครัว และพ่อแม่ได้, (ความฝันนี้ คือจุดเริ่มต้นในการเดินสายการเทรดของผม  ยังทำให้เดินหน้าอยู่ถึงทุก วันนี้), แต่พอเริ่มที่คิดจะเดินเส้นทาง เทรดเดอร์แบบจริงจัง พบว่ามันไม่ง่ายเลย, ส่วนที่ยากไม่ใช่ทำกำไร ทุกคนเคยกำไรจากออเดอร์หมด แต่ที่ยาก คือทำอย่างไรที่จะอยู่รอดได้ในระยะยาวต่างหาก เพราะที่เป็นกันมาก คือชนะบ้าง แพ้บ้าง สลับกันไป แต่สุดท้ายผลรวมคือแพ้ และบางคนแพ้หนักมาก จนต้องย้อมแพ้ และออกจากการเทรดกลับไปเดินเส้นทางเดิม และทิ้งความฝันที่จะมีชีวิตอิสระนี้ไป

แล้วจะทำอย่างไร ให้ชนะในระยะยาวได้ ?
จาก ประสบการณ์สอนเทรดของผม พบว่า สิ่งแรกที่นักเรียนควรจะต้องปรับกันเป็นอันดับแรก คือ Mind set, ถ้าถามนักเรียนว่า เป้าหมายของการเทรดตอนนี้ของเธอ คืออะไร แทบทุกคนจะตอบว่า อยากจะกำไรเยอะๆ, ซึ่งมันก็ถูก แต่...เธอตอบเร็วเกินไป เร็วมากๆ ด้วย, ถ้าเปรียบกับการแข่งกีฬา คือเธอกำลังมองว่าอยากเป็นแชมป์ ในหัวจะมีแต่ภาพว่าเริ่มต้นเป็น นักกีฬา แล้วก็เป็นแชมป์เลย, แต่มักจะมองข้ามขั้นตอนระหว่างทางว่า การจะเป็นแชมป์ได้จะต้องผ่านอะไรบ้าง แล้วถ้าเธออยากจะเทรดเก่ง ควรจะผ่านอะไรบ้าง, พอพูดอย่างนี้หลายคนถึงจะเริ่มตระหนักละว่า คำตอบที่ว่าอยากกำไรเยอะๆ ทันที เป็นคำตอบที่ตอบข้ามขั้นตอนไปหน่อย ตอนนี้พวกเราเริ่มเห็นอะไรในหัว บ้างแล้วใช่ไหมว่า "เราต้องผ่านทีละขั้น ต้องใจเย็นๆ ค่อยๆ ฝึก สะสมประสบการณ์ และต้องผ่านภาวะที่ยากลำบาก กว่าจะไปถึงเป้าหมายนั้นได้" สิ่งสำคัญ คือความทุ่มเท ความพากเพียร และความอดทนในการฝึกฝน ซึ่งจะต้องควบคู่กับการมีความรู้ ว่าต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง ที่จะทำให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืนในตลาด

เป็นที่รู้กันว่า "การสอนที่ดีที่สุด คือการทำให้ดู" ผมจึงขอยกตัวอย่างจริง พร้อมคำอธิบายจากพอร์ตจริงของผม โดยหวังว่านอกจากพวกเราจะได้ความรู้ แล้วยังจะทำให้อยู่ในความมุ่งมั่นในการฝึกต่อไป เพราะมีตัวอย่างว่า คนธรรมดาที่เคยเป็นมนุษย์เงินเดือนอย่างผม (Rojer cmFX) ทำได้ พวกเราก็ทำได้เช่นกัน

เรามาดูกันเลยว่าเรียนรู้อะไรได้จากพอร์ตตัวอย่างนี้
1. บริหารความเสี่ยงของเงินทุน : ถ้าอยากจะชนะในระยะยาว ควรใช้ความเสี่ยงต่ำมาก, ตามทฤษฏี Money Management คือ 2%, ซึ่งระดับความเสี่ยงที่ต่ำๆ แบบนี้ทำให้ความเครียดในการเทรดต่ำมาก ใจนิ่ง และทำตามระบบได้ง่ายขึ้น และถ้าเราผิดทางจริง เราก็ยังเหลืออีก 98% ของพอร์ตมาใช้แก้พอร์ตได้ง่ายมากๆ, เล็งเป้าไว้น้อยๆ แต่ถ้าถูกทางมักจะได้เกินกว่านั้นอยู่ละ, และอย่าได้ดูแคลน 2% เพราะจากพอร์ตนี้ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า 2% กลายเป็น 600+% ได้ในระยะยาว

2. ระบบเทรด : เราต้องมีระบบที่ดีพอสมควร, %win อย่างน้อยก็ต้องมากกว่า 50% (เพราะการเทรดมีแค่สองทาง คือ ขึ้นกับลง ควรจะเป็น 50-50) ถ้าระบบไหนที่ ต่ำกว่า 50% ก็ไม่ค่อยดีละ, ยกเว้นพวกระบบแนวที่ผมเรียกเล่นๆ ว่า "ซื้อหวย" คือ ได้ทีได้เยอะมาก แต่โอกาสถูกต่ำ ซึ่งผมไม่ถนัดแนวนี้, สำหรับระบบที่ผมใช้อยู่ความแม่นประมาณ 70-80%, ซึ่งเรื่องระบบเป็นเรื่องแรกที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ยังไม่มีกัน, ถ้าเทรดแบบไม่มีระบบที่ชัดเจน ในระยะยาวจะพัฒนาได้ยากมาก, ตรงกันข้าม ถ้ามีระบบแล้ว เราจะเห็นข้อดี ข้อเสีย รวมถึงการปรับปรุง และแก้ไขระบบเทรดให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ ได้ เพราะเรามีสิ่งที่เป็นรูปธรรมให้ดู ให้วิเคราะห์ แก้ไข ทดสอบได้ นั่นเพราะเรามี "ระบบ", ถ้าจะพูดถึงรายละเอียดของระบบ ก็จะยาวมาก คอร์สสอนของผมก็เน้นเรื่องระบบเป็นหลัก

3. วินัย : เราต้องรู้จักการอดทนรอคอย, สัญญาณจากระบบยังไม่มา ก็อย่าเข้า-ออก, ถ้าบังคับใจตัวเองได้ รักษาวินัยดีๆ ผลงานก็อย่างที่เห็นจากพอร์ตจริงผมเลย คือแพ้ชนะไปตามระบบล้วนๆ ไม่แพ้เพราะเรื่องวินัยแย่อีกต่อไป กราฟกำไร ก็จะไม่แกว่งขึ้นลงไปเรื่อย แต่ความชันแทบจะคงที่ (มีฟลุ้คกระโดดบ้างเป็นระยะๆ), ที่กราฟกำไรขึ้นเป็นเส้นตรงได้อีกส่วนหนึ่งเพราะว่า ผมมีเป้าหมายการเทรดประจำวัน, พอได้เป้าหมายแล้วก็จะหยุด เพราะถ้าเราเทรดเรื่อยๆ แช่ในตลาดนานๆ มีโอกาสที่จะเจอภาวะผิดปกติได้ตลอด เช่นกราฟวิ่งแรงสวนทางเรา ฉะนั้นอย่าเสียงโดยไม่จำเป็น ด้วยการเทรดตลอดเวลา, เคยเจอหลายวัน ที่พอเปิดกราฟย้อนหลัง ช่วงที่ไม่ได้เทรด พบว่า ถ้าเราเทรดอยู่ตอนนั้น ท่าทางจะมีปัญหา เพราะกราฟกระชากไปกลับแรงมากเพราะข่าว (ระบบส่วนใหญ่ จะแพ้เรื่องนี้)

จะ เห็นได้ว่า องค์ประกอบทั้ง 3 อย่าง (บริหารความเสี่ยงของทุน, ระบบเทรด, วินัย) เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สักอย่าง, ตำราต่างๆ พูดถึงสามอย่างนี้เหมือนกันหมด แม้ว่าอาจจะใช้ชื่อแตกต่างกัน, ถ้าอยากเป็นเทรดเดอร์ที่ชนะตลาด ได้อย่างยั่งยืนแล้ว ต้องตามหา และฝึกฝน 3 สิ่งนี้ให้เชี่ยวชาญ, การบริหารความเสี่ยง และระบบเทรดนั้นพอจะสอนกันได้ แต่ก็ไม่มีโค้ชคนไหนที่จะทำให้นักกีฬาทุกคนเป็นแชมป์ได้ทั้งหมด โค้ชให้ได้แค่ความรู้ ส่วนจะลงมือทำได้หรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับตัวนักเรียนอีกทีว่าทุ่มเทฝึกฝนแค่ไหน ซึ่งถ้าฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ ก็จะทำให้เกิดความเชื่อมั่น จนกล้าทำตามระบบ และความเสี่ยง และเมื่อฝึกซ้ำๆ มากพอ และมีวินัย ก็จะกลายเป็นทักษะ ซึ่งจะทำให้สามารถทำได้ผลที่ดีเรื่อยๆ จนสามารถอยู่รอดในตลาดได้ และตามมาด้วยการชนะตลาดอย่างยั่งยืนนั่นเอง

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/(forex-trader)/?/

บทสรุปของคำว่า "ล้างพอร์ต"

เป็นอีกครั้งที่ผมทำได้สำเร็จกับเขาเสียที นั่นคือ "ล้างพอร์ต" ครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 5 เดือน อะไรมันจะเร็วปานนั้นนนนนนนนพี่น้อง... ขอมาเล่าให้พี่น้องฟังกันครับ เป็นข้อคิด ข้อเตือนใจแล้วกันครับ สาเหตุที่ยังทำให้ผมพบกับคำว่าล้างพอร์ต พอที่จะสรุปสาเหตุหลัก ๆ ได้ดังนี้ครับ

1. ลงลอตใหญ่เกินไป หวังรวยเร็ว คือทุน $100 ลงทีละ 5 ลอต เก็บสั้นทีละ 3-10 จุด แรก ๆ ก็พอได้ครับ กำไรงาม ชักชะล่าใจ ปล่อยให้ลาก สุดท้ายก็....
2. ไม่มีการตั้ง SL เพราะว่า ยังไงราคามันต้องวิ่งกลับมาแน่นอน ไม่มีทางที่มันจะวิ่งไปทางเดียว แต่กว่ามันจะกลับมา สุดท้ายก็....
3. เสียดาย น่าจะได้มากกว่านี้ อีกนิดนึง เกือบถึงแล้ว รออีกหน่อยน่า สุดท้ายก็....
4. มองเทรนไม่ออก เข้าออกตามความรู้สึก ไม่สนอารมณ์ตลาด สุดท้ายก็...
5. เข้าออกไม่มีจังหวะ ชะชะช่า อยากเข้าก็เข้า อยากออกก็ออก สุดท้ายก็...

คิด อะไรไม่ออกแล้วครับ หลัก ๆ ก็มีเท่านี้ครับ ฝากใครที่ยังไม่พบกับคำว่า "ล้างพอต" รบกวนอย่ารีบตามผมมาน่ะครับ เล็ก ๆ ใช่ ใหญ่ ๆ อย่าทำ (เสียน้อย ๆ ดีกว่าเสียมากน่ะครับ...) ฝากเพื่อน ๆ นักเทรดทุกท่านด้วยน่ะครับ...

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/''-538/?/

การเทรด Forex Exness แบบยั่งยืน

การรเทรด Forex ให้ได้กำไร  มีองค์ประกอบ 3 อย่าง ที่จะทำให้มีกำไรในการเทรด Forex แบบยั่งยืน

1. Forex Trading System (ระบบเทรด) มีความสำคัญ 10%
เพื่อนๆ ควรหาระบบเทรด ที่เหมาะสมกับตัวเองให้เจอ ควรเป็นระบบที่ทน Drawdown ได้ ที่สำคัญเมื่อมีระบบแล้วก็ต้องทำตามให้ได้

2. Money Management (การบริหารเงิน) มีความสำคัญ 30%
เมื่อ มีระบบเทรดแล้ว Money Management ก็จะปรากฎให้เห็นเอง ว่าเราจะจัดการกับเงินทุนยังไง ให้เหมาะสมกับข้อมูลระบบเทรดที่มี เช่น เรามีข้อมูลว่าระบบของเรามีโอกาศเสียติดๆ กัน เราก็ต้องลงเงินในจำนวน % น้อยๆ มี Stop loss อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อจะทำให้ไม่ทำให้พอร์ตเสียหายมาก

3. Psychology (จิตวิทยา) มีความสำคัญ 60%
ในการเทรด Forex การ ควบคุมจิตใจ ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการเทรดให้กำไรแบบยั่งยืนได้เลยที่เดียว ต่อให้เพื่อนๆ มีสองข้อแรกดีแค่ใหน ถ้าขาดการควบคุมจิตใจไปก็ไม่สามารถจะเทรดให้กำไรแบบยั่งยืนได้ ตัวที่เด่นๆ คือ ความโลภ กับความกลัว รองลงมาคือ ความมั่นใจเกินไป

ตัวอย่างเช่น เมื่อมีกำไรก็เกิดความโลภ เพิ่ม Positions มากขึ้น พอตลาดเปลี่ยนทิศก็ขาดทุนมาก พอขาดทุนก็เกิดความกลัว ลด Positions ลง พอตลาดถูกทิศก็กำไรน้อย (ไม่ทำตามกฎ Money Management ที่ได้วางไว้)

หรือ ราคาวิ่งเลยจุดเข้าไปไกลแล้ว แต่เกิดความโลภ เห็นราคาไหลจึงรีบเข้ากลางทาง พอตลาดเปลี่ยนทิศก็ขาดทุนมาก พอขาดทุนก็เกิดความกลัวพอระบบให้สัญญาณในครังต่อไปก็ไม่กล้าเปิดคำสั่งซื้อ ขาย พอตลาดถูกทิศก็ไม่มีกำไร (ไม่ทำตามระบบเทรด forex ที่ได้วางไว้)

หรือ เทรดได้ติดๆ กันหลายครั้งทำให้เกิดความมั่นใจเกินไป เพิ่ม Positions มากขึ้น โดยไม่ทำตามกฎ Money Management ที่ได้วางไว้ พอตลาดเปลี่ยนทิศก็คืนกำไรที่ได้มาไปจนหมดในครั้งเดียว

ดังนั้นเพื่อนๆ ที่ซื้อขายเอาไว้ตามระบบก็คอยออกตามระบบ ใครที่ตกรถก็นั่งดูไปก่อน อย่าเข้ามาในตลาดขณะที่ไม่ใช่เวลาซื้อขาย

เล่น forex แบบสบายๆ มีสัญญาณซื้อก็ซื้อ มีสัญญาณขายก็ขาย พยายามอย่าคิดมาก เล่นตามระบบที่วางไว้ แล้วทำกำไรตามระบบ ไปเรื่อยๆดีกว่า

ข้อสำคัญที่สุดคือมีวินัยในการ Stop loss เพราะถ้าหากคาดการผิด จะได้ไม่เสียหายมาก แต่ถ้าถูกทาง ก็ Let profit run

"อยู่รอดให้ได้ก่อนแล้วค่อยทำกำไร"

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/forex-exness/?/

วงจร ชีวิตเม่า

 

ศึกษาข้อมูลได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/t554/?/

ประวัติ Forex กับ กฎหมายไทย

ประวัติ Forex กับ กฎหมายไทย
  
          หลาย ท่านคงทราบดีอยู่แล้วว่า Forex ในต่างประเทศมีมานานแล้ว และถูกกฏหมาย(ของต่างประเทศ) ซึ่งตลาดตรงนี้ใหญ่มาก และถือเป็นแหล่งลงทุนของนักลงทุนที่แท้จริง (ระดับสูงกว่าการเล่นหุ้น) แต่ทำไมไม่ทราบ ประเทศไทยกลับกลายเป็นว่าการลงทุนในด้าน Forex ผิดกฏหมาย ??


          Forex ถือมีความจำเป็นยิ่งในประเทศไทย มีผู้ที่ให้บริการและที่ใช้บริการได้แบบไม่ผิดกฏหมายอยู่ ก็คือ พวกสถาบันการเงิน ธนาคารต่างๆ นั่นเอง ทำไมถึงจำกัดวงแคบ แค่นี้ ? ทั้งๆ ที่หากคุณศึกษาดูจะเห็นว่า ธนาคารต่างๆ ได้กำไรจาก Forex มากมายจริงๆ แต่ไม่อนุญาติให้บุคคลธรรมดา ทำการแลกเปลี่ยนแบบนี้ ? นายแบงค์ระดับสูงบางคน Trade Forex เพื่อธนาคารของตนเองอย่างถูกกฏหมาย แม้กระทั่งผู้ว่าการธนาคารบางคน ยังเป็นประธานชมรม Forex แห่งประเทศไทยได้เลย (อย่างถูกต้องตามกฏหมาย) แต่ใครจะรู้ว่าบุคคลเหล่านี้อาจจะมีผลประโยชน์ทางอ้อม หรือ ทางตรง เค้าได้ Trade เองด้วยหรือไม่? Forex อนุญาติให้แค่คนกลุ่มเล็กๆ ในไทยเท่านั้นที่ทำได้!
        

          Forex จริงๆ แล้วทำเสียอยู่ช่วงหนึ่งเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ได้มีพวกกลุ่มแชร์ลูกโซ่ ทำการเปิดบริษัท Forex บังหน้า แต่ว่าทางการเงินจริงๆ แล้ว ไม่ได้ Trade จริงๆ แต่หลอกให้ คนโอนเงินมาไว้กับตนเยอะๆ เอาเงินคนเสียมาจ่ายคนได้ ซึ่งโดยรวมแล้วจะมีคนได้น้อยกว่าคนเสีย ทำให้บริษัทอยู่ได้ แต่พอนานๆ เข้า คนได้มีมากกว่าหรือ อาจจะเพราะบริษัทต้องการปิดหนีเลยไม่จ่าย ตรงนี้ไม่ทราบ!แต่ที่แน่ๆ คนเดือดร้อน คือประชาชนที่ลงเงินลงทุนไปแล้ว ไม่สามารถตามเงินคืนได้


          ความ เสียหายนี้เกิดเป็นวงกว้างหลายพันล้านบาท จึงทำให้รัฐต้องออกกฏหมายเพื่อระงับแชร์ลูกโซ่ประเภทนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ Forex บังหน้า ผลก็คือ ตั้งแต่นั้นมา Forex เลยถูกห้าม เพราะจะคิดว่าเป็นการหลอกลวงมาตลอด จนถึงปัจจุบัน (ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ แต่ถูกนำมาเป็นเครื่องมือของแชร์ลูกโซ่เฉยๆ) ไม่ว่ารัฐบาลไหนก็เลยห้ามมาตลอด ผมกลับคิดว่า ตอนมีแชร์ข้าวสาร ทำไมไม่ห้ามซื้อขายข้าวสารล่ะ ?? จะได้เข้าใจว่า Forex ไม่ได้ผิดอะไร การไม่เปิดให้บริการทำให้ระบบการเงินของประเทศไม่มีความหลากหลายอีกด้วยซ้ำ
  

          ซ้ำ ร้าย นับแต่นั้นเรื่อยมา กลุ่มปราบปรามการเงินนอกระบบ จึงตั้งหน้าตั้งตาม ปิดบริษัท Forex ในเมืองไทยมาตลอด โดยจะห้ามเด็ดขาดและหากจับได้ก็จะใช้ พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 เป็นบทลงโทษ (ดูซิครับ!ขนาดกฏหมายที่ห้าม ยังดูไม่ค่อยออกเลยว่ามันผิดที่ Forex หรือคนที่นำไปเป็นเครื่องมือ) จนปัจจุบันเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตดีขึ้น คนที่หาข้อมูลหา ธุรกิจ จะทราบดีแล้วว่า
  

          Forex เป็นเรื่องทั่วไป เป็นปกติของตลาดโลก (แต่ลองถาม ชาวบ้านทั่วๆ ไป เค้าจะเข้าใจว่าเป็นสิ่งหลอกลวงแทน) ตอนนี้ใครจะเล่นก็ได้ครับ เพราะเล่นกับผู้ให้บริการที่ถูกกฏหมาย(ของต่างประเทศ) แทนแล้ว ถ้าจะให้เปรียบเทียบ ก็คือ คุณเล่นการพนันผิดกฏหมายในไทย แต่ถ้าคุณไปเล่นลาสเวกัสมันก็ไม่ผิดอะไร แน่นอนปัจจุบันรัฐก็พยายามเต็มที่อย่างไม่ลืมหูลืมตาจับคนให้บริการ Forex หรือ คนเล่นมาลงโทษไม่ได้ ผมเลยอยากจะเตือนใจคนเล่น Forex จุดนี้ไว้

  

          คุณ รู้ไหม รัฐเคยออกข่าวด้วยนะครับว่า มีคนไทยเปิดบริษัทหลอกลวงให้บริการ Forex โดยใช้เว็บไซต์เป็นสื่อกลางชื่อว่า Northfinance แล้วคิดดูครับว่า เค้าหลับหูหลับตาทำขนาดไหน..?
  
        
          ตอน นี้ รัฐพอจะทราบแล้วครับว่าแนวโน้มต่อไปไม่ใช่บริษัทหลอกลวงในไทยแล้วครับ แต่เป็นว่าการเข้าถึงบริษัท Forex ในต่างประเทศจริงๆ นั้น ทำได้ง่ายขึ้นในวันนี้เพราะมี Internet แน่นอน เค้ายังไม่ยอมแพ้ครับ เลยออกกฏมาเพิ่มเติม ดังนี้
  
          1. กรณีผู้ให้บริการอยู่ในประเทศไทย การทำธุรกรรมดังกล่าวโดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีความผิดตามกฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน
  
          2. กรณีผู้ให้บริการดังกล่าวอยู่ต่างประเทศ เมื่อบุคคลในประเทศต้องโอนเงินออกไปเพื่อชำระหนี้ตามธุรกรรมซื้อขายแลก เปลี่ยนเงิน จะไม่ได้รับอนุญาตให้โอนเงินออก และมีความผิดตามกฎหมายควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน
  
          คำ ว่าผู้ให้บริการ ที่เราๆ เข้าใจกันก็คือ Broker นะครับ ถ้าเล่นผ่านเน็ตส่วนใหญ่ข้อ 1 ก็ตัดทิ้งไปได้เลย แต่ข้อ 2 ผมแนะให้สมาชิกทราบกันนิด เค้าอาจจะเอาผิดคุณได้ ถ้ามีหลักฐานว่าคุณเล่น Forex ที่ต่างประเทศ โดยหลักฐานที่ว่าน่าจะเป็น การโอนเงินให้กับ Broker โดยตรง เช่น การไปโอนที่ธนาคาร หรือ การตัดบัตรเครดิต หรือการโอนเงินกลับมาในประเทศจาก Broker ตัดโดยตรง


          ดู ซิครับ! เค้าจะเล่นงานคุณขนาดไหน แต่วันนี้ คุณยังไม่ต้องกลัวนะครับถ้ายังไม่ได้ทำธุรกรรมกับการเงินกับทาง Broker โดยตรง เพราะหากเป็นแค่การใช้งานโปรแกรมจริงๆ แล้วไม่มีหลักฐานทางการเงิน ก็เหมือนกับคุณเล่นเกมส์ Poker เงินปลอมเท่านั้นเอง ไม่ผิดอะไร เป็นแค่ความบันเทิงใจของเรา
  

          ผม ไม่ใช่พวกต่อต้านกฏหมายนะครับ คิดว่ากฏหมายการฟอกเงิน กฏหมายเกี่ยวกับ กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ต้องบอกว่าเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่จริงๆ แล้ว ไม่ควรเหมารวมเอา Forex เป็นเครื่องมือ และน่าจะเปิดเสรีด้านนี้ไปได้แล้ว จะได้เจริญตามต่างประเทศที่เค้ามี Forex ถูกกฏหมายกันซะที ประเทศที่ไม่มีอะไรเลย เช่น สิงค์โปร ฮ่องกง ทำตัวเป็น Broker อย่างเดียวก็รวยกว่าเราแล้ว ทำไมเราทำให้ดีได้กลับไม่ทำแถมห้ามอีก   จากคนเคยโดยรัฐเล่นงาน

  
          อัน นี้ครับ! จะเห็นว่าทำไมกองทุน กบข.กลับ Trade ได้ ประชาชนทั่วไปห้ามทำ! แทนที่จะสนับสนุนคนไทยไปลงทุนต่างประเทศบ้าง แต่กลับห้ามด้วยซ้ำ..!




          สนับ สนุนไม่ให้คุณถูกหลอกนะครับ ข่าวบางอย่างก็ถูกต้องและควรรับฟังอย่างยิ่ง และสนับสนุนให้คุณไม่ทำผิดกฏหมายด้วยนะครับ กฏเค้าออกอะไรมา เลี่ยงได้ก็อย่าไปฝืนกฏนะครับ แต่ถ้าไม่ผิดกฏและคิดว่าไม่ถูกหลอกก็ทำไปได้เลยครับ เดี๋ยวอนาคตรัฐคงเข้าใจเอง

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/forex-557/?/

11 สิ่งที่โรงเรียนไม่ได้สอนคุณ 11 Things You Don’t Get to Learn in School

11 Things You Don’t Get to Learn in School หรือ 11 สิ่งที่โรงเรียนไม่ได้สอนคุณ ซึ่งเป็นกฎที่ บิล เกตส์ เคยพูดเอาไว้ เมื่อมีคนถามว่า ทำอย่างไรเขาถึงได้ประสบความสำเร็จ และรวยมหาศาลเช่นทุกวันนี้ ที่สำคัญสิ่งเหล่านี้หาไม่เจอในโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาที่เราตั้งหน้า ตั้งตาเรียนกันมากว่า 10 ปี

กฎข้อที่ 1 ชีวิตนี้ไม่ยุติธรรมนักหรอก ทำความเคยชินกับมันซะเถอะ

กฎข้อที่ 2 โลกไม่สนใจหรอกว่า คุณจะมั่นใจในตัวเองแค่ไหน แต่โลกนี้คาดหวัง ‘ความสำเร็จ’ ที่เกิดจากความมั่นใจของคุณต่างหาก

กฎข้อที่ 3 ไม่มีทางที่คุณจะทำเงินได้ปีละ 60,000 เหรียญ (เกือบ 2 ล้าน) ทันทีที่เพิ่งจบมัธยม และ
ก็อย่าหวังเลยว่าจะได้เป็นประธานบริษัทที่มีรถประจำตำแหน่งพร้อมโทรศัพท์ในรถส่วนตัวด้วย

กฎข้อที่ 4 ถ้าคุณคิดว่า อาจารย์กำลังสอนบทเรียนอันน่าเบื่อ ลองไปทำงาน แล้วเจอกับเจ้านายสิ

กฎข้อที่ 5 การคิดคำแสลงใหม่ ๆ ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะปู่ย่าตายายของคุณก็เคยทำมาก่อน

กฎ ข้อที่ 6 ชีวิตที่ยุ่งเหยิงของคุณ ไม่ใช่ความผิดของพ่อแม่ เลิกคร่ำครวญเกี่ยวกับสิ่งที่พลาดไปแล้ว แต่จงเรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาดแทน

กฎ ข้อที่ 7 ก่อน ที่คุณจะเกิด พ่อแม่ไม่ได้น่าเบื่อเหมือนที่คุณรู้สึกตอนนี้ พวกเขาต้องทำงานอย่างหนัก มาจ่ายบิลต่าง ๆ ต้องซักเสื้อผ้าให้กับคุณ พวกเขาต้องอดทนฟังคุณคุยอวดในเรื่องไม่เข้าท่า ดังนั้น ถ้าคุณคิดจะทำเรื่องใหญ่ ๆ อะไรก็ตาม เช่น ช่วยอนุรักษ์ป่าฝนรุ่นบรรพบุรุาจากการถูกปรสิต
ทำลาย จะดีซะกว่าถ้าคุณช่วยกำจัดเห็บเหาที่มันแพร่พันธุ์ในตู้เสื้อผ้ารก ๆ ของคุณซะก่อน

กฎข้อที่ 8 ชีวิตในโรงเรียนอาจตัดสินคุณว่าเป็นผู้ชนะหรือแพ้ แต่ชีวิตจริง ‘ไม่ใช่’ บาง โรงเรียนสอนการเป็นผู้แพ้ด้วยซ้ำไป
แถมยังให้โอกาศคุณมากมายในการทำสิ่งที่ถูกต้อง พูดง่าย ๆ ก็คือ ชีวิตในโรงเรียน ไม่เหมือนชีวิตจริงหรอก

กฎข้อที่ 9 ชีวิตไม่ได้แบ่งเป็นเทอม ๆ ไม่มีช่วงซัมเมอร์ให้คุณไปค้นหาตัวตน

กฎข้อที่ 10 สิ่ง ที่เกิดขึ้นในโทรทัศน์ ไม่ใช่ชีวิตจริง เพราะในชีวิตจริง
ผู้คนต้องรีบเช็คบิลจากร้านกาแฟ และตรงดิ่งไปทำงาน (เราจะเห็นว่าในละครส่วนใหญ่ คนมักออกจากที่ทำงานมาคุยกันที่ร้านกาแฟ)

กฎข้อ 11 เป็นมิตรกับความ ‘เนิร์ด’ แล้ว ชีวิตคุณจะไม่ต้องเป็นลูกจ้างใครอีกต่อไป

อย่าเทรดจนกว่าคุณจะรู้ว่าคุณจะทำให้เงินก้อนนั้นปลอดภัยได้อย่างไร

โอกาสเดียวเท่านั้นที่นักเก็งกำไรจะถอนเงินออกจากพอร์ ตคือเวลาที่พอร์ตว่างหรือมีเงินสดในพอร์ตมากเกินไป แต่พวกเขากลับไม่ทำ แปลกที่นักเก็งกำไรทั่วไปจะไม่ชอบเอาเงินออกจากพอร์ตตอนที่เพิ่งได้กำไร เพราะพวกเขาจะบอกตัวเองว่า เดี๋ยวก่อน ฉันจะกำไรให้มากกว่านี้อีกสองเท่า แต่ผลลัพธ์ก็คือ พวกเขามักไม่ได้จับเงินนั้นในที่สุด
                    
ผมเอาเงินออกมาส่วนหนึ่งเสมอเมื่อทำกำไรได้ นโยบายนี้ช่วยผมมาหลายหนในชีวิต และเสียดายที่ผมเริ่มใช้นโยบายนี้ช้าเกินไป
            
ผมไม่เคยหาเงินได้นอกตลาดหุ้นมา ก่อน ผมเคยสูญเงินที่ได้จากตลาดหุ้นไปแล้วนับหลายล้านดอลล่าร์ให้กับ "การลงทุน" ในธุรกิจอย่างอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นตอนอสังหาบูมในฟลอริดา บ่อน้ำมัน โรงงานประกอบเครื่องบิน ธุรกิจวิจัยสินค้าใหม่ ฯลฯ
            
การ เก็งกำไรเป็น เหมือนธุรกิจอย่างหนึ่ง อย่าปล่อยให้ตัวเราตกอยู่ใต้อิทธิพลของความตื่นเต้น การยกยอ สิ่งยั่วยวนใจใดๆ บ่อยครั้งที่โบรกเกอร์เป็นอุปสรรคของนักเก็งกำไร อาชีพของโบรกเกอร์คือการเก็บค่าคอมฯ พวกเขาจะไม่ได้อะไรถ้าคุณไม่เทรด เมื่อไรก็ตามที่คุณเห็นโบรกเกอร์ของคุณเป็นเพื่อนสนิท เมื่อนั้นคุณจะเทรดมากเกินไป กว่าจะรู้ตัวคุณก็ติดเป็นนิสัยไปแล้ว เงินที่มาได้ง่าย จะไปได้ง่ายเสมอ
            
อย่าเทรดจนกว่าคุณจะรู้ว่าคุณจะทำให้เงินก้อนนั้นปลอดภัยได้อย่างไร 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/t559/?/

Wednesday, April 22, 2015

เเนะนำวิธีดูข่าว www.forexfactory.com

ผมจะเเนะนำวิธีดูให้นะครับ เปิดเว็บนี้ตามไปด้วย จากตารางข่าวของเว็บ Forexfactory จะประกอบด้วย Date(วันที่) ,Time (เวลา),
Currency(ค่า เงิน), Impact(ความแรงของข่าว) ,Actual (ตัวเลขที่ออกจริง), forecast(ตัวเลขคาดการณ์จากนักวิเคราะห์) ,previous(ตัวเลขที่ออกก่อนหน้านั้น)Impact

มันจะมีสีกำกับอยู่หน้า ข่าวครับ โดยสีแดงจะเป็นข่าวที่มีความสำคัญมากที่สุด รองลงมาคือสีส้ม และสีเหลือง และสีข่าวจะแสดงว่าเป็นวีนหยุดของตลาดของประเทศนั้นและตัวเลขจริงที่ออก มา Actual ตัวเลขที่ออกมาจะมี 3 สีด้วยเช่นกัน คือ

สีเขียวหมายถึงข่าวดี
สีแดงหมายถึงข่าวไม่ดี
สีดำคือไม่มีข่าวนั้นออกมาหรือมีเเต่ไม่ส่งผลอ่ะไร


โดยขึ้นอยู่กับความแรงของข่าวด้วย Impact ถ้าข่าว High Impact สีแดง
และตัวเลขที่ประกาศออกมา เป็นสีเขียวหรือสีแดง ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงขึ้น-ลงประมาณ 1xxpips ขึ้นไป

-วิธี การเก็งกำไรจากข่าวในตาราง Forexfactory ให้รอดูตัวเลขจริง Actual ออกมาก่อนนะครับ เมื่อตัวเลขจริง(actual)ออกมามากกว่าเมื่อเทียบกับตัวเลขที่คาด การณ์(forecast)ไว้จะส่งผลทำให้ดีกับค่าเงินนั้นๆ แต่ถ้าตัวเลขจริงออกมาน้อยกว่าตัวเลขที่คาดการณ์ไว้จะส่งผลเสียกับค่าเงิน นั้นๆ เช่น ถ้าข่าวของ USD ออกมามากกว่า

ตัวเลขคาดการณ์(Forecast) จะทำให้ USD / XXX ขึ้น และทำให้ XXX / USD ลง ( XXX คือ ค่าเงินของประเทศนั้นๆเมื่อเทียบกับดอลล่าห์สหรัฐ(USD)อาทิเช่น JPY CHF CAD AUD NZD GBP )

ถ้าข่าว Gross Domestic Product หรือ GDP ของอังกฤษ(GBP) ตัวเลขออกมามากกว่าที่ตัวเลขที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์เอาไว้จะส่งผลให้กราฟของ GBP/USD , GBP/JPY,GBP/CHF ขึ้น และกราฟ EUR/GBP จะลง

ระดับความสำคัญของปฏิทินเศรษฐกิจ
1. สำคัญมาก
ชื่อ ก็บอกอยู่ แล้วว่าสำคัญมาก ซึ่งจะเป็นข่าวและตัวเลขที่มีผลกระทบกับค่าเงินของประเทศนั้น ๆ อย่างแรง เมื่อตัวเลขประกาศแล้ว จะมีปริมาณการซื้อขายที่สูงมาก ๆ ซึ่งจะส่งผลอยู่ประมาณ 5 – 10 นาที เราอาจจะได้เห็นกราฟเป็นแท่งยาว ๆ ทั้งขึ้น และ ลง ในเวลาเดียวกัน

2. สำคัญ
อันนี้ก็สำคัญ ก็จะส่งผลกระทบกับตลาดเงินมากแต่น้อยกว่า “สำคัญมาก” อยู่นิดนึง ซึ่งก็จะส่งผลให้มีกราฟยาว ๆ (แต่ขนาดของแท่งจะสั้นกว่าแบบแรก)

3. ทั่วไป
อัน นี้จะเป็นข่าวเศรษฐกิจทั่ว ๆ ไป มีผลบ้างเล็กน้อยถึงปานกลาง หากประกาศวันเดียวกับ 2 ตัวบน อาจจะไม่ส่งผลอะไรสำคัญเลย แต่ถ้าประกาศตัวเดียว โดด ๆ อาจมีผลบ้างโดยหากสวนทางกับ 2 ตัวข้างบนอาจทำให้ตลาดนำข่าวนี้มาเล่นได้ เพราะจะเป็นตัววัดอย่างหนึ่งว่า ตัวเลขอื่นอาจจะหลอกลวงได้

คราวนี้ตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศนั้นเกี่ยวอะไรกับราคาทองคำ

โดยปกติราคาทองคำจะขึ้นอยู่กับ
1. อัตราแลกเปลี่ยนของ USD
2. ราคาน้ำมัน
3. ราคาของโลหะพื้นฐาน และ โลหะอื่น พวก ทองแดง เงิน แพตตินั่ม พาลาเดียม
4. อื่น ๆ (ยังนึกมะออกจ้ะ)


คราวนี้ตัวเลขที่ประกาศจะกระทบกับ 2 อย่างตรง ๆ คือ อัตราแลกเปลี่ยน กะ ราคาน้ำมัน

แล้ว 2 ตัวนี้มีความเกี่ยวข้องกะราคาทองคำอย่างไร?

1. อัตราแลกเปลี่ยน โดยปกติ ถ้าไม่มีข่าวอย่างอื่น (หมายถึงพวกข่าวก่อการร้าย ภัยธรรมชาติ ฯลฯ) ที่มีน้ำหนักมากกว่า อัตราแลกเปลี่ยนก็จะมีผลตรง ๆ โดยไม่มีอย่างอื่นมาทำให้ราคาเพี้ยนไปจากเดิม โดยปกติแล้ว ทองคำจะขึ้นเมื่อ USD อ่อนค่า และ ทองคำจะลง เมื่อ USD แข็งค่า
แล้วคำที่ว่าอ่อนค่า กับ แข็งค่า เนี่ย เค้าเทียบกะสกุลไหนบ้าง โดยปกติแล้วจะดูที่ 2 สกุลใหญ่ ชื่อ JPY และ EUR หากสองอันนี้ไปในทิศทางเดียวกัน ก็แสดงว่า USD อ่อน หรือ แข็งจริง ๆ จ้ะ

2. ราคาน้ำมัน จะเป็นตัวช่วยดัน หรือ ฉุด ราคาทองคำในทิศทางเดียวกับราคาน้ำมัน

เอาละ... มาดูกันว่าโดยปกติปฏิทินเศรษฐกิจที่เค้าขยันประกาศตัวเลขกันมีอะไรบ้าง (มันอาจจะไม่ครบทุกอย่างนะ)

ระดับที่เรียกว่าสำคัญมากมีอะไรบ้าง...
ลำดับ ชื่อในปฏิทิน
1 Non farm Payrolls
2 Unemployment Rate
3 Trade Balance
4 GDP ( Gross Domestic Production )
5 PCE Price Deflator ( Personal Consumption Expenditure)
6 CPI ( Consumer Price index )
7 TICS ( Treasury International Capital System )
8 FOMC ( Federal open Market committee meeting )
9 Retail Sales
10 Univ. Of Michigan Consumer Sentiment Survey
11 PPI ( Producer Price Index )

ระดับที่เรียกว่าสำคัญ...
ลำดับ ชื่อในปฏิทิน
12 Weekly Jobless Claims
13 Personal Income
14 Personal spending
15 BOE Rate Decision ( Bank Of England )
16 ECB Rate Decision ( Europe Central Bank )
17 Durable Goods orders
18 ISM Manufacturing Index ( Institute of Supply Manager )
19 Philadelphia Fed. Survey
20 ISM Non-Manufacturing Index
21 Factory Orders
22 Industrial Production & Capacity Utilization
23 Non-Farm Productivity
24 Current Account Balance
25 Consumer Confidence ( Consumer Sentiment )
26 NY Empire State Index - ( New York Empire Index )
27 Leading Indicators
28 Business Inventories
29 IFO Business Index ( Institute of IFO in Germany )

ระดับปานกลางถึงทั่วไป โดยมากใช้เป็นตัววัดพื้นฐาน...
ลำดับ ชื่อในปฏิทิน
30 Housing Starts
31 Existing Home sales
32 New Home Sales
33 Auto and Truck sales
34 Employee Cost Index - Labor Cost Index
35 M2 Money Supply - Money Cost
36 Construction Spending
37 Treasury Budget
38 Weekly Chain Stores - Beige Book -Red Book
39 Whole Sales Trade
40 NAPM ( National Association of Purchasing Management)

กลุ่มสำคัญมาก
Trade Balance
โดย ปกติประกาศทุกวันที่ 20 ของเดือน ซึ่งจะเป็นข้อมูลของ 2 เดือนก่อนหน้านี้ โดยการประกาศจะบอกให้รู้ถึงทิศทางของการส่งออกและการนำเข้า ซึ่งตัวเลข Trade Balance จะสามารถคาดคะเนตัวเลข GDP ในอนาคตได้ ตัวเลข Trade Balance จะนำค่าตัวเลข Export ลบกับ ตัวเลข Import หากผลที่ออกมามีค่าเป็น + จะหมายถึงเศรษฐกิจที่ดี และมีผลทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย

Gross Domestic Product หรือ GDP
จะ ประกาศทุก ๆ สัปดาห์ที่ 3 หรือ 4 ของเดือน โดย GDP คือตัววัดที่กว้างที่สุดเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจ การที่ตัวเลข GDP เปลี่ยนแปลงไปจะหมายถึงความเปลี่ยนแปลงของอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งจะบ่งบอกเกี่ยวพันถึงอัตราเงินเฟ้อ การที่ตัวเลข GDP เพิ่มขึ้นจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย

Personal Consumption Expenditure หรือ (PCE)
ประกาศ ทุก ๆ วันแรกของการทำงานของเดือน โดย PCE จะบอกถึงการอุปโภคบริโภคของภาคครัวเรือน โดย PCE จะบ่งบอกถึงความสามารถในการจับจ่ายของภาคครัวเรือน โดยตัวเลข PCE ที่สูงจะบ่งบอกถึงเศรษฐกิจที่เติบโต ซึ่งจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Consumer Price Index หรือ CPI
ประกาศ ทุก ๆ วันที่ 13 ของเดือน โดย CPI จะเป็นตัววัดเกี่ยวกับระดับราคาของสินค้าและบริการที่ซื้อโดยผู้บริโภค CPI ที่เห็นประกาศกันจะมี CPI กับ Core CPI ซึ่งต่างกันตรงที่ว่า Core CPI จะไม่รวม ภาคอาหารและ ภาคพลังงานโดยปกติ CPI จะเป็นตัวที่บ่งบอกถึงอัตราเงินเฟ้อ โดยตัวเลข CPI ที่สูงจะเป็นตัววัดเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่สูง ซึ่งจะทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลง

Treasury International Capital System หรือ TICS
ประกาศ ทุกวันที่ 5 ของการทำงานในแต่ละเดือน โดย TIC จะรวบรวมข้อมูลของ US เพื่อดูว่าการลงทุนของคน US และ คนต่างชาติเป็นอย่างไรบ้าง โดยหากข้อมูล TICS เป็นตัวเลขที่สูงจะหมายถึงเศรษฐกิจของ US ที่แข็งแกร่งซึ่งมีผลทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Federal Open Market Committee หรือ FOMC
จะ ประชุมเมื่อไร ไม่มีตายตัวแน่นอน แล้วแต่เค้าจะนัดกัน โดยการประชุมจะดูภาพรวมและผลของการประชุมที่สนใจกันคือเรื่องของอัตรา ดอกเบี้ย การปรับอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมีผลทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Retail Sales
ประกาศ ทุกวันที่ 13 ของเดือน ซึ่งจะเป็นข้อมูลของเดือนที่แล้ว โดยจะวัดจากใบเสร็จของการค้าปลีก ซึ่งโดยปกติจะมองในภาพของสินค้า ซึ่งจะไม่สนใจเรื่องของบริการ และอื่น ๆ (เช่นพวกค่าเบี้ยประกัน หรือค่าทนาย) Retail Sales ที่ไม่รวมการซื้อรถ จะเรียกว่า Core Retail Sales โดยการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขการขายจะหมายถึงราคาที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ได้หมายถึงความต้องการซื้อที่ลดลง การที่ตัวเลข Retail Sales มีตัวเลขที่สูงหมายถึงเศรษฐกิจที่ดีและแข็งแกร่ง ซึ่งมีผลทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

University of Michigan Consumer Sentiment Index
ออก ทุกวันศุกร์ที่สองของเดือน โดย Michigan Index จะเปรียบเทียบระหว่างดัชนีสองตัวคือ สิ่งที่คาดหวัง และ สิ่งที่เป็นไปจริง ๆ ถ้าสิ่งที่คาดหวังไว้และสิ่งที่เป็นจริงมีค่าใกล้เคียงกัน หมายถึงเศรษฐกิจเป็นไปในแนวทางเดียวกับที่หวังไว้ ซึ่งจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Producer Price Index หรือ PPI
ประกาศ แถว ๆ วันที่ 11 ของเดือนซึ่งจะเป็นข้อมูลของเดือนก่อน PPI จะเป็นตัววัดราคาของสินค้าในมุมมองของการค้าส่ง PPI ที่ไม่รวมพวกอาหารและพลังงานจะเรียกว่า Core PPI ซึ่งจะถูกจับตามองมากกว่า เพราะจะมีผลกับอัตราเงินเฟ้อ เนื่องจาก PPI จะเป็นตัวที่ออกมาก่อน CPI หาก PPI มีค่าสูงมักจะทำให้ CPI มีค่าที่สูงตามไปด้วย ดังนั้นการที่ PPI มีค่าสูงจะทำให้ค่าเงินอ่อนค่าลง

กลุ่มสำคัญ
Initial Weekly Jobless Claims
ประกาศ ทุกวัน พฤหัส จะเป็นข้อมูลของสัปดาห์ปัจจุบันรวมถึงวันศุกร์ที่แล้วด้วย ซึ่งจะบอกถึงการว่างงาน โดยปกติจะสังเกตความเปลี่ยนแปลงได้จากข้อมูลก่อนหน้าย้อนหลังไปราว ๆ 4 สัปดาห์ แล้วมาทำเป็นกราฟ ทั่วไปแล้วหากมีความเปลี่ยนแปลงเกิน 30,000 จะเป็นสัญญาณบอกถึงการจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงไป (อาจจะดีขึ้นหรือแย่ลง) ตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้นหมายถึงคนว่างงานที่มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินอ่อนค่าลง

Personal Income
ประกาศ แถว ๆ วันที่ 5 ของการทำงานในแต่ละเดือน Personal Income เป็นตัววัดเกี่ยวกับรายได้ (ไม่สนว่าจะได้มาจากไหน เช่นพวก ค่าเช่า, ได้มาจากรัฐ, เงินเดือน, ดอกเบี้ย หรืออื่น ๆ) โดยตัวนี้จะเป็นตัวชี้ถึงความต้องการในการบริโภคในอนาคต (แต่ไม่เสมอไปนะ เพราะบางทีรายได้ที่มากขึ้น แต่คนอาจจะไม่จับจ่ายใช้สอยก็ได้) ตัวเลข Personal Income ที่สูงจะหมายถึงอำนาจในการซื้อและเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเศรษฐกิจน่าจะดี ซึ่งจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Personal Spending
ประกาศ แถว ๆ วันแรกของการทำงานของเดือน ซึ่งจะเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อนหน้า Personal Spending จะเป็นตัวเลขเกี่ยวกับรายจ่ายของบุคคล การจับจ่ายที่ลดลงจะหมายถึงรายได้ที่ลดลง ซึ่งจะทำให้กระแสเงินโดยรวมลดลง (แต่ก็เช่นเดียวกับ Personal Income บางทีการจ่ายลดลงไม่ได้หมายถึงรายได้ที่ลดลง แต่อาจจะไม่อยากจะจับจ่ายก็เป็นได้) ตัวเลขการจับจ่ายที่มากขึ้น จะเป็นสัญญาณที่บ่งว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ซึ่งจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Europe Central Bank (ECB), Bank Of England (BOE), Bank Of Japan (BOJ)
การ ประกาศตัวเลขอัตราดอกเบี้ยของประเทศต่าง ๆ ที่ไม่ใช่ US จะทำให้ค่าเงินของประเทศนั้น ๆ เปลี่ยนแปลงไป โดยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น โดยปกติการปรับอัตราดอกเบี้ยจะคำนึงถึง 2 อย่างคือ
- อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (อาจจะอ่อนไป หรือแข็งไป)
- อัตราเงินเฟ้อ และเงินฝืด

ECB ประกอบไปด้วย 25 ประเทศในยุโรป คือ Italy, France, Luxembourg, Belgium, Germany, Netherlands, Denmark, Ireland, United Kingdom, Greece, Spain, Portugal, Austria, Finland, Sweden, Czech Republic, Estonia, Cyprus, Latvia, Lithuania, Hungary, Malta, Poland, Slovakia และ Slovenia

Durable Goods Orders
ประกาศ แถว ๆ วันที่ 26 ของเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของเดือนก่อน โดยจะเป็นตัววัดปริมาณของการสั่งสินค้า การส่งสินค้า โดยจะเป็นตัววัดถึงภาคการผลิต ซึ่งหากว่าเศรษฐกิจมีปัญหาจะส่งผลให้ปริมาณการสั่งสินค้าลดลง ตัวนี้จะเป็นเหมือนตัวบอกถึง GDP และ PDE การที่ตัวเลข Durable Goods Orders มีค่าที่มากขึ้น จะบ่งบอกถึงเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งจะทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Institute of Supply Management หรือ ISM
ออก ทุกวันแรกของการทำงานของเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อนหน้า ตัวนี้จะเป็นตัวที่บ่งบอกถึงภาคการผลิต ซึ่งรวบรวมข้อมูลอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับ การสั่งซื้อสินค้าใหม่, การผลิต, การจ้างงาน, สินค้าคงคลัง, เวลาในการขนส่ง, ราคา, การส่งออก และการนำเข้า การที่ตัวเลข ISM มีตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจะแสดงถึงเศรษฐกิจที่ดี และสามารถทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้นได้

Philadelphia Fed Survey
ออก ราว ๆ วันแรกของการทำงานของเดือน ซึ่งจะเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อนหน้า โดยการสำรวจนี้จะมองมุมกว้างในทิศทางของภาคการผลิต ซึ่งจะมีความสัมพันธ์ร่วมกับ ISM ที่มองเป็นลักษณะของการผลิตเป็นตัว ๆ ไป โดย Philadelphia Fed Survey จะบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของยุทธวิธีของผู้ผลิต ประกอบด้วย ชั่วโมงการทำงาน, พนักงาน และอื่น ๆ ซึ่งตัววัดตัวนี้มีความสำคัญมากในระบบเศรษฐกิจ การที่ตัวเลขเพิ่มขึ้นจะทำให้ค่าเงินแข็งขึ้น

ISM Service Index หรือ Non-Manufacturing ISM
ออก ราว ๆ วันที่สามของการทำงานของเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อน ซึ่งเป็นการสำรวจของกลุ่ม การเงิน, ประกันภัย, อสังหาริมทรัพย์, สื่อสาร และ ทั่วไป การที่ตัวเลข ISM เพิ่มขึ้นหมายถึง demand ที่เพิ่มขึ้น และทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Factory Orders
ออกราว ๆ วันแรกของการทำงานของเดือน ซึ่งเป็นข้อมูลของสองเดือนก่อน Factory Order เป็นการวัดการสั่งสินค้าทั้งหมด การสั่งสินค้าที่สูงหมายถึง demand ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Industrial Production
ออกราว ๆ กลางเดือน เป็นข้อมูลย้อนหลัง 1 เดือน ซึ่งเป็นตัววัดว่าการผลิตของอุตสาหกรรมได้ผลออกมาจริง ๆ เท่าไร การที่ตัวเลขออกมาสูงขึ้นหมายถึง demand ที่เพิ่มขึ้น มีผลทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

Non-Farm Productivity
ออก ราว ๆ วันที่ 7 ของเดือนที่ 2 ของ ควอเตอร์ เป็นข้อมูลของควอเตอร์ที่แล้ว อันนี้เป็นตัววัดของผลงานของคนงานและต้นทุนในการผลิตของสินค้า ในสถาวะที่เงินเฟ้อมีความสำคัญตัวเลขนี้ สามารถที่จะทำให้ตลาดเคลื่อนไหวได้ โดยถ้าตัวเลขที่ลดลงสามารถบอกถึงอนาคตที่เปลี่ยนไป เช่นตัวเลข GDP ที่ดี แต่ถ้าตัวเลขนี้ขัดกันก็สามารถทำให้ตลาดมีผลกระทบได้ การที่ตัวเลข Non-Farm Productivity เพิ่มขึ้น หมายถึงการยืนยันในเรื่องของพื้นฐานของเศรษฐกิจที่ดี และส่งผลให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น

นี่เป็นระดับความผันผวนของแต่ละข่าวนะครับ เป็นค่าเฉลี่ยนะครับ

 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/www-forexfactory-com/?/ 

แง่คิดดี ๆ การเก็บเงิน

แง่คิดดี ๆ การเก็บเงิน
วัยเยาว์
   ฉันไม่สามารถเก็บเงินได้เดี๋ยวนี้...ฉันยังเด็กเกินไปที่จะคิด
   ชีวิตฉันเพิ่งเริ่มต้น ทุกวันนี้ยังต้องแบมือขอเงินพ่อแม่
   และฉันไม่เหลือพอที่จะเก็บ ฉันกำลังเล่นสนุก
   วันหนึ่งเมื่อฉันโตขึ้นฉันจะเก็บเงิน
  
วัยรุ่น
   ฉันไม่สามารถเก็บเงินได้เดี๋ยวนี้...ฉันยังเรียนหนังสืออยู่
   พ่อแม่ให้เงินสำหรับพอใช้ในแต่ละวันเท่านั้น
   ฉันยังเก็บเงินไม่ได้หรอก
   นอกจากนั้นฉันยังมีเรื่องอื่นๆ
   ที่ต้องใช้เงินอีกเมื่อฉันเรียนจบ
   และถ้าฉันหาเงินได้เอง ฉันจึงจะเก็บ
  
วัย 20
   ฉันไม่สามารถเก็บเงินได้เดี๋ยวนี้...ฉันเพิ่งเรียนจบ
   ขอเวลาฉันได้พักสมองบ้าง
   และฉันยังไม่พร้อมที่จะผูกมัดเรื่องนี้
   ฉันยังต้องการแสวงหาความสนุก
   ในขณะที่ฉันสามารถทำได้
   ยังมีเวลาเหลืออีกมากที่จะคิด
   ถึงตอนนั้นเมื่อฉันพร้อมฉันก็จะเก็บ
  
วัย 30
   ฉันไม่สามารถเก็บเงินได้เดี๋ยวนี้...
   ฉันเพิ่งมีครอบครัวและต้องรับผิดชอบหลายอย่าง
   ค่าใช้จ่ายลูกเดี๋ยวนี้แพงเหลือเกิน
   และฉันยังต้องผ่อนหนี้เงินกู้บ้านอีกด้วย
   ทุกวันนี้แทบจะชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่แล้ว
   ถ้าวันข้างหน้าฉันหาเงินได้มากกว่านี้
   และลูกๆ โตแล้ว ฉันจึงจะเก็บ
  
วัย 40
   ฉันไม่สามารถเก็บเงินได้เดี๋ยวนี้...
   ลูกฉันเริ่มเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัย
   เดี๋ยวนี้ค่าหน่วยกิตและค่าต่างๆ แพงมาก
   ไหนยังต้องผ่อนหนี้เงินกู้ที่ซื้อรถยนต์ให้ลูกอีก
   ฉันกลัวพวกเขาลำบาก
   ตอนนี้ยอมรับว่าค่าใช้จ่ายสูงจริงๆ
   และเป็นเวลาที่ยากที่จะเก็บเงิน
   แต่อีกสักระยะเมื่อพวกเขาเรียนจบ การเงินคงจะคล่องตัวขึ้น
   ถึงตอนนั้นฉันจึงจะเก็บ
  
วัย 50
   ฉันไม่สามารถเก็บเงินได้เดี๋ยวนี้...
   ตอนนี้ลูกๆเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว หลายคนกำลังจะแต่งงาน
   ฉันอยากให้พวกเขาเริ่มต้นชีวิตที่ดี
   นอกจากนี้ฉันยังต้องไปช่วยญาติบางคน
   ซึ่งตอนนี้พวกเขากำลังต้องการความช่วยเหลือ
   เหตุการณ์มันไม่ได้เป็นไปตามที่ฉันคิดไว้เลย มันติดขัดไปหมด
   โชคดีเมื่อไหร่ฉันคงจะเก็บเงินได้
  
วัย 60
   ฉันไม่สามารถเก็บเงินได้เดี๋ยวนี้...
   ฉันนึกว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้น
   ฉันอยากเกษียณอายุก่อน แต่ฉันไม่สามารถทำได้
   ฉันกำลังพยายามจ่ายเงินติดค้างจำนองบ้านที่เหลือ
   และหนี้สินอื่นๆ
   แต่ทุกอย่างยังประดังเข้ามา ไหนจะลูกเอยหลานเอย
   ไอ้โน่นไอ้นี่มาลงที่ตัวฉันหมด
   ถ้าภาระฉันหมดเมื่อไร ฉันภาวนาว่าฉันน่าจะเก็บได้
  
วัย 70
   ฉันไม่สามารถเก็บเงินได้เดี๋ยวนี้...
   ฉันแก่เกินไปที่จะเก็บ เงินบำนาญของฉันก็มีไม่มากพอ
   บิลค่ายาและค่าดูแลรักษาพยาบาลระยะยาว
   ทำให้ฉันเป็นห่วงอยู่
   ฉันไม่อยากไปเป็นภาระของลูกๆ เขา
   ฉันน่าจะเก็บตอนที่ฉันมีและควรเก็บได้
   ตอนนี้มันสายเกินไป......ฉันไม่สามาถเก็บเงินได้เดี๋ยวนี้จริงๆ....

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/t561/?/

เราจะทำเงินด้วยการเทรด Forex ได้อย่างไร

คุณจะทำเงินด้วยการเทรด Forex ได้อย่างไร

  
          ใน ตลาดฟอเร็กซ์ คุณจะซื้อหรือขายสกุลเงินนั้นเป็นเรื่องที่ง่าย เครื่องมือของการเทรดคล้ายๆกันซึ่งหาได้จากตลาดอื่นๆ เช่นตลาดหุ้น ดังนั้นเมื่อคุณมีประสบการณ์ในการเทรด คุณน่าจะมีความสามารถที่จะทำกำไรได้เร็วขึ้น

  
          วัตถุ ประสงค์ของการเทรดฟอเร็กซ์คือ การแลกเปลี่ยนสกุลหนึ่งเพื่อให้ได้อีกสกุลเงินหนึ่งและคาดหวังว่าราคาจะ เปลี่ยนแปลง นั้นหมายความว่า สกุลเงินที่คุณได้ซื้อจะต้องมีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับสกุลเงิน หนึ่งที่คุณขาย



ตัวอย่างของการทำเงินจากการซื้อสกุลเงินยูโร (euros)

          อัตรา แลกเปลี่ยนอัตราส่วนง่ายของสกุลเงินหนึ่งเทียบเงินสกุลเงินอื่นๆ ตัวอย่างเช่น อัตราแลกเปลี่ยนของ USD/CHF บ่งชี้ว่า กี่ดอลล่าร์สหรัฐ จึงจะซื้อ 1 Swiss francs ได้ หรือ กี่ ฟรังส์สวิส จึงจะซื้อ หนึ่งดอลล่าร์ ได้

     
คุณจะอ่านราคา Forex ได้อย่างไร

          สกุล เงินแสดงราคาเป็นคู่เสมอ เช่น GBP/USD หรือ USD/JPY เหตุผลที่แสดงราคาเป็นคู่ๆ ก็เพราะว่าในทุกๆรายการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศคุณต้องซื้อสุกลเงิน หนึ่งและขายอีกสกุลหนึ่งๆ ในเวลาเดียวกัน นี่คือตัวอย่างของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศของ ค่าเงินปอนด์(GBP) เทียบกับค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐ(USD)

GBP/USD=1.7500

          สกุล เงินตัวแรกที่อยู่ด้านซ้ายมือของเครื่องหมาย สแลซ (Slash /) จะเรียกว่า Base Currency สกุลเงินหลัก ในตัวอย่างนี้ก็คือค่าเงินปอนด์ (GBP)  ขณะที่อีกหนึ่งตัวที่อยู่ด้านขวาของสแลซ ถูกเรียกว่า Counter หรือ quot currency ในตัวอย่างนี้ก็คือ ค่าเงินดอลล่าสหรัฐ(USD)

          เมื่อ คุณทำการซื้อ อัตราแลกเปลี่ยนจะบอกคุณว่า คุณจะต้องจ่ายกี่หน่วยของ quote currency เพื่อที่จะซื้อ Base currency ต่อหนึ่งหน่วย จากตัวอย่างด้านบน คุณต้องจ่าย 1.7500 ดอลล่าร์เพื่อที่จะซื้อ 1 ปอนด์
เมื่อคุณทำการขาย อัตราแลกเปลี่ยนก็จะบอกคุณว่า คุณจะจ่ายกี่หน่วยของ Quote currency เพื่อทำการขาย Base currency ต่อหนึ่งหน่วย จากตัวอย่างด้านบน คุณจะได้รับ 1.7500 U.S ดอลล่าร์ เมื่อคุณขาย 1 ปอนด์

          ค่าเงินหลัก ตัวหน้า (Base currency) คือ (basis) ส่วนสำคัญ สำหรับการซื้อ หรือ ขาย ถ้าคุณซื้อ EUR/USD ความหมายง่ายๆก็คือคุณกำลังซื้อ base curency และกำลังขาย quote currency ในเวลาเดียวกัน
คุณจะซื้อคู่เงินที่คุณเชื่อ ว่า Base Currency จะมีอัตราราคาเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับ quote currency และคุณจะเซลคู่ที่คุณคิดว่า base currency นั้นมีอัตราของราคาลดลงเมื่อเทียบกับ quote currency

Long/Shot

          ก่อนอื่น คุณต้องรู้ว่า คุณต้องการซื้อ(Buy) หรือ ว่าขาย(Sell)
          ถ้า คุณต้องการที่จะซื้อ คุณต้องการให้ Base Currency มีค่ามากขึ้นแล้วคุณจะขายมันที่ราคาสูงกว่า แบบนี้เรียกว่า “going long “ หรือเรียกว่า Long position และจำไว้ว่า Long =Buy
ถ้าคุณต้องการที่จะ ขาย (Sell) คุณต้องการให้ราคา Base Currency ลดลง แล้วคุณจะซื้อ Buy มันกลับที่ราคาต่ำกว่าเดิม แบบนี้เรียกว่า Going Short หรือ เรียกว่า Short position  และจำไว้ว่า Short=Sell

Bid/Ask  Spread
          ในตารางแสดงราคาฟอเร็กจะประกอบด้วย Bid และ Ask ราคา Bid จะต่ำกว่าราคา Ask เสมอ
          Bid คือราคาที่ Dealer กำลังจะซื้อ Base Currency ในการแลกเปลี่ยนสำหรับ Quote Currency แบบนี้หมายความว่า  Bid ก็คือราคาที่คุณจะขาย (sell)
Ask คือราคาที่ Dealer กำลังจะขาย Base Currency ในการแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้ Quote Currency แบบนี้หมายความว่า Ask คือราคาที่คุณจะซื้อ (Buy)
          ส่วนต่างระหว่าง ราคา Bid และ Ask ส่วนใหญ่จะรู้จักกันดี หรือที่เรียกว่า Spread

มาดูตัวอย่างของตารางแสดงราคา

  Spead bid-ask
          นี่ คือ ตารางแสดงราคาของคู่เงิน GBP/USD ราคาบิดคือ 1.7445 และราคา ask คือ 1.7449  ถ้าคุณต้องการที่จะ Sell  GBP คุณก็กด Sell แล้วคุณก็เซลเงินปอนด์ที่ราคา 1.7445 ถ้าคุณต้องการที่จะ Buy GBP  คุณ Click Buyแล้วคุณก็ได้บายเงินปอนด์ในราคา 1.7449  จากตัวอย่างนี้ คุณจะต้องวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจว่าจะ บาย หรือจะ เซล คู่เงินนั้นๆ ถ้าคุณรู้สึกเบื่อกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานให้คุณผ่านขึ้นตอนนี้ไปได้ เลย

EUR/USD

          ในตัวอย่างนี้ EURO เป็น Base Currency และเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับการ Buy/Sell
ถ้า คุณเชื่อว่าเศรษฐกิจของสหรัฐจะอ่อนค่ามากๆ ซึ่งเป็นข่าวร้ายสำหรับ US ดอลล่าร์  คุณก็ดำเนินการ Buy EUR/USD ได้ ในระหว่างคุณซื้อยูโรไปแล้วในความคาดหมายของคุณ Euro จะต้องเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับ US ดอลล่า
          แต่ถ้าคุณเชื่อว่าเศรษฐกิจของสหรัฐดี มากๆ และยูโรอ่อนค่ามากๆเมื่อเทียบกับ ดอลล่าสหรัฐ จะดำเนินการ Sell EUR/USD ได้เลย ในระหว่างที่คุณ Sell ตามการคาดการณ์ว่า พวกเราจะต้องร่วง เมื่อเทียบกับ US ดอลล่าร์

USD/JPY
          ในตัวอย่างนี้ ค่าเงินดอลล่าสหรัฐ (USD) เป็น Base Currency และ ดังนั้น จึงเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการ Buy/Sell
          ถ้า คุณเชื่อว่า นักลงทุนญี่ปุ่่นกำลังดึงเงินออกจากสถาบันการเงินของสหรัฐ และเปลี่ยนจาก US ดอลล่าร์เป็นค่าเงิน เยน ของพวกเราแล้ว นี่คือ สิ่งที่เลวร้ายของ US ดอลล่า คุณดำเนินการ Sell USD/JPY ได้ทันที โดยการกระทำการ Sell  US ดอลล่าร์ของคุณโดยการคาดการณ์ที่ว่า พวกเราจะต้องร่วงเมื่อเทียบกับค่าเงินเยนของญี่ปุ่น

GBP/USD

          ในตัวอย่างนี้ GBP เป็น Base Currency แล้วมีความสำคัญต่อการ Buy/Sell
          ถ้า คุณคิดว่าเศรษฐกิจของอังกฤษโตกว่าเศรษฐกิจสหรัฐ คุณก็ดำเนินการเปิดออเดอร์ Buy  ได้ การ Buy ปอนด์ โดยการคาดการณ์ที่ว่า พวกเขาต้องมีค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับดอลล่าสหรัฐ

USD/CHF
          ในตัวอย่างนี้ USD เป็น Base Currency ดังนั้นจึงมีความสำคัญในการ Buy/Sell
          ถ้า คุณเชื่อว่า ฟรังค์สวิส มีค่ามากเกินไป ให้คุณเปิดออเดอร์ Buy ได้ โดยการกระทำการ Buy Us ดอลล่าร์ของคุณหวังว่าพวกเราจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเมื่อเทียบกับฟรังค์ สวิส  แต่ถ้าคุณเชื่อว่า ตลาดบ้าน สหรัฐ เกิดภาวะฟองสบู่แตกซึ่งเป็นสิงเลวร้ายสำหรับการเจริญเติบโตของเศรญฐกิจสหรัฐ ทำให้ค่าเงินดอลล่าอ่อนตัว  คุณสามารถดำเนินการเปิดออเดอร์ Sell USD/CHF ได้เลย และคาดการณ์ว่าพวกเราจะต้องร่วงเมื่อเทียบกับค่าเงิน Swiss franc

Demo Account (บัญชีเงินปลอม)

          คุณ สามารถเปิดบัญชีเงินปลอมได้ฟรีได้ทุกๆโบรกเกอร์ บัญชีนี้มีการบรรจุของบัญชีจริงอยู่ด้วย ทำไมถึงฟรี ก็เพราะว่า ทางโบรกเกอร์ต้องการให้คุณเรียนรู้ จากภายในและภายนอกของโปรแกรมการเทรดของ พวกเขาและถ้าเป็นเวลาอันดีและไม่มีความเสี่ยง และเมื่อคุณตกหลุมรักกับโปรแกรมเทรดและระบบของเขา คุณก็ลงทุนด้วยเงินจริง บัญชีเงินปลอมนี้สามารถทำให้คุณเรียนรู้เกี่ยวกับตลาด Forex และสามารถทดสอบความสามารถและทักษะในการเทรดของคุณโดยไม่มีความเสี่ยง

“คุณควรที่จะเทรดบัญชีเงินปลอมก่อนอย่างน้อยหกเดือนก่อนที่คุณคิดอย่างระเอียดรอบคอบว่าจะใส่เงินจริงของคุณลงไป”


ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/forex-563/?/

ประเภทของการเทรด (Type of Trading)

การเทรดฟอเร็กซ์ (Forex) นั้นจะแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็นสองประเภทคือ
1. การวิเคราะห์ทางเทคนิค ( Technical Analysis)
2.การวิเคราะห์ด้วยปัจจัยพื้นฐาน (Fundamentai Analysis)

เรามาดูการวิเคราะห์ทางเทคนิคกันก่อนนะครับ

     การวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นการศึกษาและเรียนรู้การเคลื่อนที่ของราคา  การวิเคราะห์ทางเทคนิค ก็คือการวิเคราะห์แนวโน้มของกราฟนั่นเอง โดยที่เราศึกษาจากประวัติของกราฟย้อนหลังเพื่อนำมาใช้ในการตัดสินกับกราฟ ปัจจุบัน หาตำแหน่งของราคาที่จะไป หาแนวรับ แนวต้าน จากราคาเก่าๆที่มันเคยสร้างจุดสูงสุด และจุดต่ำสุดไว้ โดยการดูที่กราฟ และเป็นการศึกษารูปแบบของกราฟที่ได้กำหนดมาแล้ว ว่ากราฟเป็นรูปแบบไหน มีแนวโน้มขึ้นหรือลง สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถใช้วิเคราะห์ในการเทรดได้

     สิ่งสำคัญที่สุดที่เราจำเป็นต้องศึกษาในการวิเคราะห์ทางเทคนิคก็คือ แนวโน้ม หรือที่เรียกว่า Trend ซึ่งก็มีคำกล่างที่ว่า The Trend is your friend แนวโน้มคือเพื่อนของคุณ พูดง่ายๆก็คือ การเทรดและวิเคราะห์ตามแนวโน้มนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เมื่อไรก็ตามที่คุณวิเคราะห์ทางเทคนิคได้แล้วแล้วเทรดตามแนวโน้ม คุณก็จะสามารถทำกำไรจากตลาดฟอเร็กซ์ได้เป็นอย่างดี
การวิเคราะห์ทางเทคนิคก็แบ่งย่อยได้อีก สองประเภทคือ การวิเคราะห์บนกราฟ และการวิเคราะห์โดยใช้ Indicators

     1.การวิเคราะห์บนกราฟ หรือผมอาจจะใช้ศัพท์บ้านๆคือ การวิเคราะห์กราฟเพียวๆ กราฟเปล่าๆ ก็คือการดูการเคลื่อนที่ของราคา เราสามารถวิเคราะห์ได้โดยใช้ หลักการดูแท่งเทียน (Candle Stick Chart ) การดูรูปแบบของกราฟ (Chart pattern ) การนับคลื่นโดยใช้ทฤษฎีของอีเลียต (ELLIOTT WAVE THEORY) การหาระดับแนวรับแนวต้านโดยใช้ Fibonacci และ จุดสูงสุดต่ำสุดที่ผ่านมา

     2.การวิเคราะห์โดยใช้เครื่องมือชี้วัด (Indicator) การใช้ตัวชี้วัดหรือ Indicator นี้จะเป็นการวิเคราะห์ย้อนหลังกราฟ โดยอินดิเคเตอร์จะแสดงแนวโน้มหลังราคาเสมอ เราอาจจะใช้คำว่าคาดการณ์ ว่าราคาต้องขึ้น หรือลง จากอินดิเคเตอร์ เช่น ราคาได้ลงแล้ว แล้วอินดิเคเตอร์ชี้ลง เราก็อาจจะ Sell หรือ ราคาขึ้นแล้ว อินดิเคเตอร์ชี้ขึ้น เราก็อาจจะ Buy การวิเคราะห์โดยใช้อินดี้นี้ เป็นการวิเคราะห์ที่ง่ายที่สุด และสามารถทำกำไรได้

     การวิเคราะห์โดยใช้ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis)

     การวิเคราะห์โดยใช้ปัจจัยพื้นฐานก็คือการวิเคราะห์แนวโน้มของเศรษฐกิจของ ประเทศนั้นๆ หรือวิเคราะห์แนวโน้มของเศรษฐกิจของสหรัฐ เพราะเศรษฐกิจของสหรัฐส่งผลไปทั่วโลกนั่นเอง  การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเราสามารถวิเคราะห์ได้โดยการดูข่าวของประเทศนั้นๆ ถ้าข่าวของประเทศนั้นออกมาดี มีทิศทางที่ดีขึ้น ค่าเงินของประเทศนั้นก็จะดีขึ้น  แต่ถ้าปัจจัยพื้นฐานของประเทศนั้นแย่ลง ค่าเงินของประเทศนั้นก็จะแย่ลงเช่นกัน สมมติว่าเราเล่นค่าเงิน EUR/USD ถ้าปัจจัยพื้นฐานของ กลุ่ม Euro ออกมาดี ก็จะทำให้ EUR/USD พุ่งขึ้น แต่ถ้าปัจจัยพื้นฐานของกลุ่มยูโร ออกมาไม่ดี กราฟ EUR/USD ก็จะลง

     การวิเคราะห์ด้วยปัจจัยพื้นฐานและการวิเคราะห์ทางเทคนิค ควรดำเนินไปด้วยกันสำหรับเทรดเดอร์ เราไม่ควรเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นหลัก ก็ควรดูข่าวบ้าง ว่าวันนี้มีข่าวอะไร แนวโน้มของข่าวนั้นจะบวกหรือลบ ตรงกับที่เราวิเคราะห์ทางเทคนิคมั้ย แล้วเครื่องมือของเราบ่งบอกอะไรบ้าง และถ้าวิเคราะห์ข่าว ก็ควรจะดูเทคนิคไว้บ้าง แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวนะครับ พวกที่วิเคราะห์ข่าว มักจะไม่ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเลย เพราะพวกนี้มั่นใจกับข่าวที่จะเกิดขึ้นและเทรดตามข่าวนั้นๆ แต่โดยความเห็นส่วนตัวผมว่า ควรจะดูไว้บ้าง เพราะบางครั้ง ข่าวออกมาบวก แต่กราฟวิ่งลงก็มีครับ

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/(type-of-trading)/?/

Monday, April 20, 2015

ความแตกต่างของ pips

คำถาม  :  ระหว่าง 1pips และ0.5 pips ความหมายแตกต่างกันยังไงครับ  และแบบใหนที่เหมาะกับนักเทรดมือใหม่ครับ

         คำตอบ  :  โบ รเกอร์จะมี 4 จุด กับ 5 จุด  โดยปกติเรานับจุดหรือ pips กันเทียบกับโบรก 4 จุด แต่ที่มี 5 จุดมาเพราะว่า เหมือนเป้นหน่วยย่อยๆ ของเขาอีกทีนั่นเอง

          และ จะมี 0.5 pips ได้ ก็ต้องเป็นโบรก 5 จุด สมมติว่า  1.3000  อันนี้ 4 ตำแหน่งใช่ไหมครับ ถ้า 5 ตำแหน่งก็ 1.30000  ถ้าสมมติ ขึ้น 1 จุด ก็จะเป็น 1.3001 และ 1.30010

          จะเห็นได้ว่า โบรก 4 จุดมันขึ้น แค่ครึ่งเดียวไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าจะขึ้น ครึ่งจุดก็ต้องเป็น 1.30005  นั่นเอง  ถ้าขึ้น 0.9 pips ก็จะเป็น 1.30009

         ส่วนเรื่องเหมาะหรือป่าว อันนี้ไม่มีผลอะไรครับ เลือกโบรกที่ใช่ก็พอ ส่วนมากเทรดสั้น ก็จะใช้ 5 จุดกัน แต่ก็ไม่เสมอไป

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/pips/?/

Pending Order คืออะไร ? เค้าใช้ยังไง ?

Pending Order คืออะไร

สวัสดีครับ เพื่อนๆ เทรดเดอร์ทุกคน

หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินเพื่อนๆเทรดเดอร์พูดกันหลายต่อหลายครั้ง เอร้ย มรึงใช้คำสั่ง Pending Order สิ ส่วนเราก็ทำหน้างงนิดๆแล้วก็ถามตัวเองว่า มันคืออะไรหว่า 555 เออๆ เด๋วกรูลองดู ...

คำว่า Pending Order ผมขอทับศัพท์เลยละกันนะครับ ไม่ขอเขียนเป็นคำไทย เด๋วราชบัญฑิตให้ผมแก้ ถึงกับซวยเลย   Pending Order คือ ประเภทคำสั่งที่เราใช้เพื่อเข้าออเดอร์ แต่ไม่ใช้ ณ เวลานี้ (Marketหรือ Instant Executed) โดยประเภทของคำสั่งในโบรกเกอร์ มีหลายประเภทมาก แต่เราก็นิยมใช้กันก็คือ Instant Execution ถ้าให้ผมแปลก็คือ เข้าทันที ทันใด ณ ราคา ขณะนั้นเลย หรือ ภาษาบ้านๆผมก็คือ เข้าแมร่งเลย 555+  หรือบางโบรกเกอร์ อาจจะใช้คำว่า Market  อีกคำสั่งนึงที่เป็นหัวข้อของเราในวันนี้ก็คือ PendingOrder ก็คือ รอเข้าในราคาที่เราคิดว่า มันจะ... ลงมาถึง  ... ขึ้นไปถึง ... ทะลุไปแล้วชน แล้ววิ่งฉลุยไปเลย หรือปะสาอังกิตหน่อย (เขียนผิดนิดนึง 555 ตั้งใจๆ ) Breakout แล้วไปเลย เป็นต้น . หรือที่ผมพูดบ่อยๆ มรึงจะรีบเข้าไปไหน รอราคามันไปถึงตรงนั้นก่อน ค่อยBuy Limit หรือ ตั้ง Sell limit สวนมันเลย  ..


คำสั่ง Pending Order มันมีสองประเภทใหญ่ๆ คือ


1.คำสั่ง Limit  (อ่านว่า ลีหมิด นะครับ ไม่ใช่ ลิมิต พลาดพิงนิดนึง ) คำสั่ง Limit คือ คำสั่งที่ใช้ตั้งสวนราคา แปลง่ายๆเลยละกัน มีสองประเภท

1.1 Buy Limit  เราจะใช้ก็ต่อเมื่อ ราคามันลง ๆๆ ลงมาเรื่อยๆ เราหาแนวรับได้แล้ว ประมาณว่า เราจะรับซื้อที่ราคานี้แหระ ก็ใช้คำสั่ง Buy Limit ได้เลยในขณะที่ราคายังไม่ถึง และอีกกรณี คือ เราเห็นราคามันขึ้น ขึ้นไปเรื่อยๆ แต่เราเข้าไม่ทันละ เราต้องคิดว่า ราคามันไม่ขึ้นอย่างเดียวหรอก มันต้องย่อ ก็หาราคาที่มันจะย่อ หรือหาราคาที่จะพักตัวนั่นเอง เพื่อที่จะเข้าออเดอร์ เมื่อหาราคาย่อได้แล้ว ก็ใช้คำสั่ง Buy Limit ทันที

1.2 Sell limit  ตรงข้ามกับหัวข้อ 1.1 เลยครับ มองกลับกัน หากเราคิดว่า ราคามันขึ้นมาถึงจุดนี้ ซึ่งเป็นแนวต้าน มันเด้งลงแน่นอน เราก็ใช้คำสั่ง Sell limit ตั้งรอมันเลย อีกกรณี กราฟเป็นขาลงอยู่ ก็ต้องคิดว่า มันคงไม่ลงอย่างเดียว มันต้องขึ้นพักตัวบ้างสิ เราก็หาราคาที่กราฟเด้งพักตัว พอหาเจอแล้ว ก็ใส่คำสั่ง Sell Stop  ได้เลยครับ


2.คำสั่ง  Stop  คำสั่ง Stop คือ คำสั่งที่ใช้ตามราคา ตามเทรน  อธิบายความหมายอาจจะไม่เข้าใจ มาดูเลยละกัน มีสองประเภท เหมือนกันครับ

2.1 Buy Stop เราจะใช้คำสั่งนี้ก็ต่อเมื่อ  กรณีแรก เราเห็นราคามันลงๆ ลงมาๆเรื่อยๆ ที่นี้เราจะรอเข้า แต่ราคามันต้องสร้าง Uptrend ก่อน ก็คือ จุดต่ำสุดยกตัวสูงขึ้น จุดสูงสุดก็ยกตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน เมื่อเรารู้ว่า มันเริ่มยกตัวสูงขึ้นแล้ว ก็ใช้จุดสูงสุดแรก เป็นจุดเข้า  Buy โดยตั้งสมมติฐานไว้ว่า ถ้าราคาทะลุ High แรกไป ออเดอร์ของเราจะเปิดทันที เราก็ตั้ง Buy Stop ไว้ที่ราคา High แรกเลย

กรณีที่สอง เราเห็นกราฟขึ้นมาสร้างจุดสูงสุด แล้วมันย่อตัวลงไปพักตัว แต่เราคิดว่า ราคามันต้องขึ้นไปต่อแน่นอน เราก็ไปตั้ง Buy Stop ไว้ที่ตำแหน่ง High ถ้าราคาขึ้นมา ออเดอร์ของเราก็จะเปิดทันที

2.2 Sell Stop คำสั่งนี้ก็ตรงข้ามกับหัวข้อ 2.1 ถ้าเราคิดว่า ราคาจะ Breakout Low เดิม ก็ใช้คำสั่ง Sell Stop ตั้งไว้ที่ Low เดิมได้เลย


Note : คำสั่ง Stop โดยส่วนใหญ่จะใช้คำสั่งนี้เพื่อเทรดแบบรอราคาทะลุ (Breakout Trading )


นอก จากนี้เรายังสามารถ แก้ไขออเดอร์ที่เราได้ตั้งไว้ (Pending Order) สามารถแก้ได้ทั้งราคาที่จะเข้า (Entry Price ) ราคาตัดขาดทุน (Stop Loss )  ราคาเป้าหมาย (Target Price ) รวมทั้งปรับขนาดของปริมาณการซื้อปริมาณการซื้อ ขายของเรา (Volume lot size) ได้อีกด้วย โดยการคลิกขวาที่ออเดอร์ที่เราเข้าไว้ที่ Terminal (Ctrl+T)

ลองเอาไปใช้กันนะครับ หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับเพื่อนๆเทรดเดอร์ทุกคน

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/pending-order-569/?/

ช่วงเวลาที่ควรทำกำไรในตลาด Forex

การเล่นเทรดตามข่าวและเทคนิค
  
สำหรับคนที่เทรดตามข่าว  

          เวลา 1 เดือน มี ช่วง ฟันกันแบบชี้ชัด ในสไตล์ เกมรุก ทาง เทคนิค อยู่ สองสัปดาห์ และ อีกสัปดาห์ คือ สัปดาห์ของ ข่าวร้อนแรง ข่าวฉาวโฉ่(ที่น่ากลัวในสมัย เล่นแรกๆ เพราะบางคนเก่งข่าว มาขี้โม้ให้ฟัง สมัยนี้ มันเบสิคแล้ว ขอโทษด้วยที่จับทางได้) ส่วนอีก สัปดาห์ จะวิ่ง แบบ ค่อยๆไป เทคนิค เริ่ม ใช้ได้   ครบ 4 สัปดาห์ พอดี
  

เวลาการเทรดจะแบ่งออกเป็นช่วงๆ ดังนี้
  

            
1. เมื่อ เข้าสู่ เกือบต้นเดือน และต้นเดือนพอดี จะมีข่าว แรงๆเสมอ โดยมันจะ ประกาศ ให้คนทั่วโลกกลัว เลยทำให้ นักลงทุนระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ไม่กล้า เล่นกันนัก เลยทำให้กราฟ ไม่วิ่งสักเท่าไหร่ ช่วงนี้ คือ ควรงดเทคนิค และ ระบบที่คิดว่า แน่ๆก็ งด เสีย!!!!  ควร หันมา สนใจ ในการ เล่นสั้นๆ เก็บเล็กน้อย แล้วปิด เพราะ ไม่ว่าจะ เทคนิค อะไรก็ตาม กราฟ หลอกแน่นอน ก็บอกแล้วไงครับ เป็นการรอ ราคาระหว่างนัก ซื้อและนักขาย เพื่อ รอประกาศ ข่าว

             2. สัปดาห์ที่สอง จะเริ่ม ง่ายขึ้น แต่จะยังไม่สดใส ในวันจันทร์ คือ กราฟ ซึม หม่นหมอง หดหู่ อาลัยแด่ นักลงทุนที่ขาดทุน ยับเยินจากข่าวและโดนเทคนิคอย่างจังแต่ สัปดาห์ นี้จะเริ่ม เทรด แบบ เทคนิคได้แล้ว จะไม่มีปัญหา แต่สัปดาห์ก็ควรดูสภาพตลาดด้วยก็ดี

             3. ส่วน สัปดาห์ที่ สาม ต่อมา ควรหันมาสนใจกันอย่างแรง เป็นสัปดาห์แห่งเทคนิค กลาง เดือน บางครั้งจะวิ่งตามเทคนิคตั้งแต่วันจันทร์ และวันจันทร์มักจะเริ่ม เจอเทรนที่ชัดเจน เล่นตามเทรนก็คงอิ่มกัน ทั่วหน้า ขาขึ้นจะขึ้นจนกว่าจะลง ขาลงจะลงจนกว่าจะขึ้น

             4.และสัปดาห์ก่อนสิ้นเดือน ก็แบบนี้เช่นกัน ไม่ว่า ข่าวกลางสัปดาห์ จะมาแบบไหน ถ้าไม่ใช้ ข่าว แรงๆแบบต้นเดือน ไม่มีทาง หลุดกรอบเทคนิคเคิลได้ เล่นตามเทคนิคก็จะได้ตามเทคนิค ที่เราเล่นครบ สี่ สัปดาห์ จะมีเกือบๆ สามสัปดาห์ ที่จะเล่นเทคนิคได้ แต่เทคนิคที่ชัวร์ๆ คือ กลางเดือนสองสัปดาห์ ก่อนจะสิ้นเดือน เทคนิค คืออุปกรณ์ ที่ช่วยตัวเองได้ดีที่สุด  ช่วงเวลาที่เหมาะสมเข้าทำกำไร
  
             ส่วนช่วงเวลา กราฟ มักจะ ขยับขยาย บิดเมื่อย ยักไหล่ เตรียมวิ่ง มักจะช่วง ตลาดยุโรปเปิด คือ ช่วง เที่ยง ควรมามอง หาจุดเข้า บ่ายหนึ่ง บ่ายสอง และบางครั้ง บ่ายสาม มักจะวิ่ง แต่ส่วนใหญ่จะบ่ายสอง บ่ายสาม กราฟวิ่งเสมอ  ส่วนตลาดอเมริโกย(กา) หกโมงเย็นก็มา ส่องๆมองๆ เตรียมตัวเทรด ช่วงทุ่ม ถึงสามทุ่มครึ่ง มักจะวิ่ง แต่ที่ชัดเจน สามทุ่ม มักจะ วิ่งเสมอ

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/forex-571/?/

Sunday, April 19, 2015

ทำอย่างไร จึงจะหลุดพ้นจากคำว่า "ล้างพอร์ต"

คำว่า ล้างพอร์ตนั้นคือ พอร์ตเนียนใสสะอาด ปราศจาก  Margin  ยอดเงินเป็น 0 บางโบรกเกอร์ยอดเงินของเราติดลบอีกต่างหาก ( จากประสบการณ์ของผมเอง Fxcast Call margin  Balance -30 $ ) นอกจากมันจะตัดเราหมดแล้ว ยังให้เราเป็นหนี้มันอีก ดู ดู๊ ดู ดู มันทำ

สาเหตที่พวกเราล้างพอร์ตมาจากอะไร
1. เทรดเยอะเกินทุน เช่นทุนมี 1000 ดอล เทรดกันซะ จุดละ 10 ดอล วิ่งได้ 100 จุด หมดเกลี้ยง
2. ไม่มี Stop Loss เช่น Short ไว้ มันขึ้น เออหน่า เด๋วลง รออีกแปบ รอจนหมด
3. ลงเพิ่มเมื่อติดลบ  ซ้ำกันเข้าไป เห็นมันขึ้นก็ยัง Sell ยิ่งขึ้นยิ่ง Sell ดูดิมึงจะขึ้นไปถึงไหน ฮ่าาๆ มันก็ขึ้นไปตัดพอร์ตเราแล้วลงมาไง
4.อารมณ์  ส่วนนี้สำคัญเลย สำหรับผม ถ้าอารมณ์เสียมาเมื่อไร พอร์ตกระจุยครับ
5. ทุนน้อยอยากได้เยอะ (โลภ) มีทุนร้อยเดียว จะเอาอาทิตย์ ละ 500 ดอล มันก็กดดันตัวเองสิ
6. บวกไม่ปิด ปล่อยจนลบหมดพอร์ต อันนี้เกิดขึ้นบ่อยนะครับ  อยากจะเป็น Long Term Trader พวกเทรดระยะยาว วางเรื่อยๆ ขึ้นก็ Buy เรื่อยๆ ขึ้นอีก Buy อีก จนได้กำไรเยอะมาก  อันนี้ประสบการณ์เลยครับ ทุน 2000 ดอล  Let's Profits Run ไปเรื่อยๆ จนวันศุกร์ ได้ 7000 ดอล สุดยอด เทพ ได้รับการขนานนามทันที ว่าเทพ แต่หารู้ไม่ว่า อีกสัปดาห์ต่อ กราฟมันเปลี่ยนทิศทาง แทนที่จะปิดเอากำไร เจือกปล่อย ให้ติดลบ แถมซ้ำเข้าไปอีก ยิ่งผิดทางยิ่งซ้ำ สุดท้ายจากกำไรก็เป็นขาดทุน

นึกไม่ออกว่าอะไรอีก แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ จึงจะหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้  อยากหลุดพ้นเต็มทน ไม่เอาแล้วกับการหมดพอร์ต เศร้า เสียใจ หาตังค์ไหนว้าเทรดอีก มันจะไม่เกิดกับเราอีกแล้ว

3 สิ่ง ที่จะทำให้ผมหลุดพ้นจากคำว่า ล้างพอร์ต
1. ตัดขาดทุน
2.ตัดขาดทุนให้เร็ว
3.ตัดขาดทุนให้เร็วที่สุด 


ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/''-572/?/

โปรแกรมคำนวณ Lot การลงทุน

เป็นโปรแกรมคำนวณขนาดการลงทุน แบบง่าย ๆ ครับ ด้วย Excel เอาไปใช้เพื่อจำกัดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการลงทุนครับ จะได้เป็นการสร้างระเบียบวินัยไปในตัว
 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่   http://www.thaibestforex.com/forex/lot-573/?/

พวกเราจะเปลี่ยนเงินจาก 100 $ เป็น 10000$ ภายใน 1 ปี ได้มั้ย

ผมเคยทำแผนเทรดจากเงิน 5 เหรียญ เป็น 10240 เหรียญ โดยการบริหารเงิน Money Management แบบต่างๆ ดังรูปด้านล่างครับ


จาก รูปด้านบน ทำได้ไม่ยากครับ และก็ไม่ง่าย ผมว่าทุกคนทำได้ครับ ไม่เกินความสามารถของเราหรอก แต่ที่ทำยากก็คือการควบคุมอารมณ์และระงับความโลภนี่แหระครับ คือปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ล้างพอร์ตก่อนถึงเป้าหมาย ความกดดันต่างๆนาๆ เป็นอุปสรรคต่อการพุ่งชนเป้าหมายครับ

ที่ Colume สีฟ้า เป็นตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุด เทรดที่ 5-15 % ของทุน โดยเป้าหมายต่อวัน คือ 33-100 จุด

แต่สำหรับผมคิดว่า Colume สีเหลือง ทำง่ายกว่า เก็บเพียง 16-25 จุดต่อวันเท่านั้น ซึ่งก็ไม่ยากมากนัก

เช่น เราลงทุนก้อนแรก 100 $ ถ้าเป็น Mini Account ของ Exness ก็ควรเทรดที่ 0.02-0.03 lot จุดละ 20-30 เซนต์
แต่ถ้าเป็นบัญชี Micro Cent ของ Forex4you ก็เทรดที่ 2-3 lot จุดละ 20-30 เซนต์ เช่นกัน

แต่ เราลองดูที่ Colume สุดท้ายสิครับ ลงทุน ครึ่งนึงของพอร์ตเลย เทรดทีละ 50 % วันละครั้งเท่านั้น เอาให้ได้ 10 จุด หรือกี่ครั้งก็ได้ แค่ทำให้ได้วันละ 10 จุดเท่านั้น ได้แล้วหยุด 1 ปี รวยแน่นอน  เช่น ทุน 100 $ ลง 0.05 lot จุดละ 50 เซนต์

เราควรเพิ่มจำนวน Lot ทุกๆเดือน ถ้ามีกำไรนะครับ แต่ถ้ายังไม่มีกำไร ก็ต้องเทรดจำนวน Lot เท่าเดิมนั้นไปจนกว่าจะมีกำไร แล้วค่อยเพิ่มจำนวน Lot

ดูเหมือนง่ายๆครับ แต่ทำยาก เก็บเพียงวันละ 10 จุด เทรดที่ 50 % ของพอร์ต
 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/100-$-10000$-1/?/ 

แผนการเทรด 3 ปี Admin Thaiforexschool.com

แผนการเทรด  3 ปี  ทำให้ได้ครับ เทรดให้ได้วันละ  10 จุดนั้นไม่ยากหรอกครับ   มันขึ้นอยู่กับว่า คุณมีวินัยและความอดทนได้มากแค่ไหนครับ ต้นๆปี 2015 ถ้าสำเร็จ พวกเรา มาร่วมฉลองความสำเร็จด้วยกันครับ โชคดีครับทุกท่าน



วิธีที่จะเทรดให้ได้กำไรไม่มีให้ครับ หาด้วยตัวเองครับแต่จะมีกฎและข้อบังคับในการเทรดให้ครับ
1. ถ้าเปิดออเดอร์แรก แล้วเข้าเป้า ให้เลิกทันที ( เป้าหมายไม่จำเป็นต้องวันละ 10 จุด อาจจะมากกว่านั้นก็ได้ )
2.ถ้าเปิดออเดอร์แรก แล้ว โดน Stop Loss ให้รอจังหวะและหาโอกาสเปิดออเดอร์ที่ 2
  2.1 ถ้าออเดอร์ที่ 2  โดน Stop Loss ให้หยุดทันที
  2.2 ถ้าออเดอร์ที่ 2 เข้าเป้าให้โอกาสตัวเองอีก 1 ครั้ง ในครั้งที่ 3
หมายเหตุ .. ถ้าออเดอร์ที่ 2 ได้กำไรมากกว่าที่เสียในออเดอร์แรก ก็ให้หยุดทันทีครับ
3. ไม่ว่าออเดอร์ที่ 3 จะเข้าเป้า หรือ โดน Stop Loss ก็ต้องหยุดทันทีครับ

อย่าลืมนะครับ ว่า Volume lot ที่ใช้เทรด ต้องเอา Balance/10000 นะครับ  ผม เชื่อว่าถ้าพวกคุณและผมทำตามกฎนี้ไปเรื่อยๆ เราจะไม่ชนะตลาดนี้หรอกครับ แต่เราจะมีเงินจากตลาดแห่งนี้ที่คนส่วนใหญ่บอกว่าเป็นตลาดที่มีความเสี่ยง สูง

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/3-admin-thaiforexschool-com/?/

แผนการเทรด คุณอาร์ต

วันนี้ผมมีแผนการเทรดที่ผมคิดขึ้นมา อยากให้ลองช่วยกันวิเคราะห์หน่อยครับ ว่ามีอะไรต้องปรับปรุงตรงไหนบ้าง หรือถ้าใครจะลองนำไปใช้หรือประยุกต์ใช้ในรูปแบบต่างๆก็ได้นะครับ
  
แผน การเทรดนี้เหมาะสำหรับคนที่ทุนน้อย แล้วอยากขยายพอร์ตให้ใหญ่ขึ้น และยังสามารถถอนเงินออกมาใช้ได้เรื่อยๆอีกด้วยครับ สำหรับคนที่ทุนเยอะก็ยิ่งดีใหญ่เลยครับ
  
การเทรดจะง่ายขึ้นมาก สำหรับผม ผมจะเริ่มต้นที่เงิน 2000 บาทครับ ผมเล่นโบรก instaforex ฝากเข้าไปรวมโบนัสด้วยก็ประมาณ 60$ กว่าๆครับ
  
instaforex lot0.01=1cent นะครับ เพื่อความเข้าใจตรงกันจะได้ดูตารางไม่งง
แผน การเทรดนี้ ตังtp=100 sl=50 ไม่จำกัดระยะเวลานะครับ จะได้ไม่กดดันตนเอง ผมแบ่งออกเป็นเลเวลต่างๆ เหมือนเล่นเกม ทำเควสผ่านด่านไปเรื่อยๆ ตอนแรกอาจจะยากนิดนึง แต่ผมคิดว่าถ้าเราทำตามระบบการเทรดของเราไปเรื่อยๆ หาจุดเข้าเทรดที่เหมาะสม ก็สามารถที่จะสำเร็จได้ครับ
  
ส่วนแผนการเทรดก็ตามนี้ครับ
*tp=100จุด ถ้าเราทำได้ เราก็ข้ามไป Level ถัดไป แต่ถ้าโดน sl=50จุด เราก็ถอนกำไรที่ทำเหลืออยู่ออกมาแล้วเริ่มใหม่ที่ Level ก่อนหน้านั้น
  
ตัวอย่างนะครับ ดูตามตารางนะครับ
Ex ที่Level 9 $=190 เทรดที่lot 0.4*100จุด =กำไร 40$ ถอนออก 25% คือ 10$ เหลือกำไร 30$+ทุน190$ = 220 ข้ามไปLevel 10 $=220

Ex ที่Level 10 $=220 กราฟวิ่งมาชน sl=50 จุด เทรดที่lot 0.5*50จุด =25$ //220$-25$=195$ ถอนกำไรออก 5$ จะเหลือ 190$ แล้วกลับไปเริ่ม Level9 อีกครั้ง
  
Ex ที่Level 10 $=220 เทรดที่lot 0.5*100จุด =กำไร 50$ ถอนออก 25% คือ 12$ เหลือกำไร 38$+ทุน220$ = 258 ข้ามไปLevel 11 $=258

 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/t576/?/ 

Wednesday, April 15, 2015

การขาดทุนติดๆกัน และภาวะอาการ “จิตหลุด” ของนักเล่นหุ้น

การขาดทุนติดๆกัน และภาวะอาการ “จิตหลุด” ของนักเล่นหุ้น โดย Barry Lutz
ใน ช่วงที่ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ หรือเคลื่อนไหวอยู่ในแนวโน้มขาลงนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำกับนักเล่นหุ้นทุกคนนั้น คือการขาดทุนที่มักจะเกิดขึ้นติดๆกันเป็นระยะ สิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วงนี้คือการควบคุมอารมณ์และสติของเราให้มั่นคง เพื่อที่จะรักษาวินัยในการลงทุนเอาไว้ และในวันนี้ผมได้นำวิธีการง่ายๆที่อาจช่วยให้คุณควบคุมอารมณ์และสติของคุณ ได้ดียิ่งขึ้นเมื่อต้องเจอกับตลาดที่ไม่เอื้ออำนวยครับ  

คุณได้ เข้าซื้อหุ้นไปสักพักหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นานมันก็เริ่มดิ่งหัวลง หลังจากนั้นคุณจึงตัดสินใจครั้งใหม่ที่จะ Short หุ้น แต่หลังจากนั้นไม่นานมันก็เด้งขึ้นทันที นับรวมแล้วก็เป็นอันว่าคุณขาดทุนติดกัน 2 ครั้งเสียแล้ว และมันทำให้คุณรู้สึกค่อนข้างลังเลขใจเล็กน้อย นั่นทำให้คุณรู้สึกแหยงๆที่จะไม่เทรดหุ้นในสัญญาณครั้งต่อไป และเป็นอย่างที่คุณคิดเอาไว้ นั่นเป็นสัญญาณที่ทำให้คุณได้กำไร! เอาล่ะสมมุติว่ามันแย่กว่านั้นอีก คุณตัดสินใจไล่ซื้อตามมันไป ซึ่งหลังจากที่คุณได้ไล่ซื้อมันไปไม่นานนัก มันก็ดิ่งหัวลงมาและทำให้คุณขาดทุนอีกครั้ง สรุปแล้วในขณะนี้คุณขาดทุนติดกันถึง 3 ครั้งแล้ว..   

คุณอาจคิดว่า “โอเค.. ลองอีกครั้งก็ได้ฟระตรู เรื่องอย่างนี้มันเกิดขึ้นได้เสมอแหละวุ้ยยยย”

ใน ครั้งนี้ คุณตัดสินใจอย่างฉลาดสุดๆ คุณสังเกตได้ว่าตลาดนั้นวิ่งอยู่กรอบแคบๆ มันจะเด้งขึ้นเมื่อเจอกับแนวรับ และเด้งลงเมื่อเจอกับแนวต้าน ดังนั้นในครั้งต่อไป คุณจึงตัดสินใจที่จะซื้อ-ขายเมื่อมันวิ่งไปชนกับกรอบราคา แทนที่จะเล่นด้วยระบบเดิมๆของคุณ

ต่อมานั้น ตลาดได้วิ่งไปคลอเคลียอยู่แถวแนวรับ ซึ่งมันเข้าทางกับแผนการที่คุณได้วางเอาไว้ คุณจึงตัดสินใจ “ซื้อมันซะเลย” แต่แทนที่มันจะเด้งขึ้นเหมือนอย่างที่ผ่านมา ราคาของหุ้นกลับดิ่งทะลุแนวรับไปเสียนี่.. และนี่ไม่เพียงทำให้คุณขาดทุนติดๆกันถึง 4 ครั้ง แต่นี่เป็นการขาดทุนจากการที่คุณแหกระบบที่ดีที่สุดระบบหนึ่งของคุณไป เท่านั้นยังไม่พอ มันยังเป็นสัญญาณที่หากว่าคุณทำตามระบบไปละก็ กำไรในคราวนี้จะกลบการขาดทุนใน 3 ครั้งที่ผ่านมาทั้งหมดเลยทีเดียว

เอา ล่ะ เมื่อมาถึงตอนนี้คุณจะทำอย่างไรต่อไป.. “เลิกเล่น?” แล้วพยายามยับยั้งชั่งใจไม่ให้ตัวเองหลงผิดมาเก็งกำไรครั้งใหม่.. โยนคอมพิวเตอร์ทิ้งไปนอกบ้านซะเลย แล้วลืมๆมันไปซะ… นี่เป็นสัญญาณที่กำลังบอกคุณว่า คุณกำลัง “จิตหลุด” แล้วหละครับ
        
อะไรคือภาวะ “จิตหลุด”
ผม คิดว่าภาวะของอาการ “จิตหลุด” นั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากการที่คุณนั้นได้ยอมรับว่า “การขาดทุนเป็นส่วนหนึ่งของระบบการลงทุนและการเก็งกำไร” ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ แต่การขาดทุนที่สะสมติดต่อกันนั้น ได้ค่อยๆทำให้คุณสะสมความกดดันจนไปถึงจุดหนึ่งที่คุณนั้นไม่สามารถที่จะยอม รับมันได้อีกแล้วนั่นเอง ซึ่งภาวะอาการ “จิตหลุด” กะทันหันนี้ ทำให้คุณนั้นหน้ามืดและมองข้ามระบบการลงทุนของคุณไป และถูกแทนที่ด้วยอารมณ์จากผลการซื้อ-ขายในครั้งที่ผ่านๆมานั่นเอง และถึงแม้ว่าการ “เลิกเล่น” นั้นจะเป็นสิ่งเดียวที่ดูจะเหมาะสมในช่วงเวลาอย่างนี้ แต่อาการ “จิตหลุด” ของคุณนั้น อาจจะทำให้คุณทำในสิ่งที่คุณไม่คาดคิดไปตามอารมณ์ของคุณก็เป็นได้ และมันอาจเป็นไปอย่างนั้นจนถึงจุดๆหนึ่งซึ่งมันหมดหวังเต็มที จนทำให้คุณนั้นไม่สามารถรับมันได้อีกต่อไปและจำเป็นต้อง “เลิกเล่น” ไปโดยปริยาย

อย่างไรก็ตาม บทความนี้นั้นไม่ได้พยายามที่จะพูดถึงเรื่องของอารมณ์และการเก็งกำไรของคุณ หรือเกี่ยวกับเรื่องของความกลัวซึ่งคอยขัดขวางนักเล่นหุ้นหรืออะไรเทือกๆ นั้น เพราะอย่างที่เรารู้ๆกันว่า อารมณ์นั้นเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการเก็งกำไรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และคุณต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมมัน หรือไม่เช่นนั้นคุณก็ต้องเลิกเก็งกำไรซะ

นี่ เป็นบทความที่เกี่ยวกับการที่โดยปกติแล้วคุณนั้นสามารถที่จะควบคุมอารมณ์และ สติของคุณในการเก็งกำไรได้เป็นอย่างดี แต่แล้วจู่ๆก็กลับมีบางสิ่งบางอย่างมาทำให้นักเล่นหุ้นอย่างเราๆเสียการควบ คุมไป และเกิดอาการ “จิตหลุด” ขึ้นมานั่นเอง ซึ่งผลจากการขาดทุนติดๆกันหลายๆครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดทุนซึ่งเกิดจากการแหกระบบของนักเล่นหุ้นเองนี่เอง ที่เป็นต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นนี้

นี่ไม่ใช่สิ่งที่สามารถเกิด ขึ้นได้เฉพาะกับนักเล่นหุ้นหน้าใหม่ หรือนักลงทุนระดับล่างๆ เนื่องจากมันเป็นเรื่องที่จะต้องเกิดขึ้นกับนักเล่นหุ้นทุกคน ซึ่งไม่ว่าใครก็มีสิทธิที่จะต้องเจอกับช่วงเวลาที่ไม่ว่าเราจะทำอะไรไป ทุกอย่างก็ดูจะผิดที่ผิดทางไปเสียหมด และนั่นทำให้เราเกิดการขาดทุนติดๆกันหลายๆครั้งขึ้นมา ดัง นั้น นี่จึงเป็นสถานการณ์ซึ่งเกิดขึ้นได้กับนักเล่นหุ้นทุกคน เพียงแต่ว่านักเล่นหุ้นแต่ละคนแต่ละระดับนั้น จะมีการตอบสนองต่อภาวะเช่นนี้ต่างกันไป

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเจอกับภาวะเช่นนี้นักเล่นหุ้น นาย A. อาจจะเกิดความตื่นตระหนกอย่างรุนแรงและเกิดอาการ “จิตหลุด” ตามมาทันที ซึ่งทำให้เขารู้สึกเสียความมั่นใจของเขาไปและผลที่ตามมาก็คือการขาดทุนที่ มากกว่าที่ได้คาดคิดเอาไว้อย่างมากมาย หรือในอีกทางหนึ่งนั้น นาย B. อาจจะเกิดความรู้สึกอยาก “เอาคืน” และเพิ่มน้ำหนักการลงทุนขึ้นอีกเป็นเท่าตัว เนื่องจากเขามั่นใจว่ายังไงซะ การเก็งกำไรครั้งต่อไปของเขาจะสามารถทำให้เขากลับมาเท่าทุนเหมือนเดิมได้ แต่แล้วอาการ “จิตหลุด” นี้ก็ยังดังเนินต่อไปพร้อมกับการขาดทุนของเขา และทำให้เขาต้องสูญเสียเงินไปมากกว่าที่เขาได้คาดคิดเอาไว้แต่แรก.. แล้วนักเล่นหุ้นที่ประสบความสำเร็จอย่างนาย C. ล่ะ เขาทำอย่างไรกับภาวะเช่นนี้?
        
การควบคุมภาวะของอาการ “จิตหลุด” ในการเล่นหุ้น
เมื่อคุณลองคิดไตร่ตรองดูให้ดี คุณจะพบว่า “ทุก ครั้งที่อาการ “จิตหลุด” ของคุณได้เกิดขึ้นและคุณสุญเสียการควบคุมสติของคุณไป นั่นจะยิ่งทำให้อาการ “จิตหลุด” ในครั้งต่อไปของคุณเกิดขึ้นเร็วยิ่งกว่าเดิม” นี่เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ จนถึงเวลาหนึ่งที่การเล่นหุ้นกลายเป็นสิ่งที่เจ็บปวดเกินกว่าที่คุณจะทนไหว ซึ่งทำให้คุณไม่อยากเล่นหุ้นอีกต่อไปนั่นเอง

เมื่อลองคิดและไตร่ตรองดูให้ดีอีกครั้ง คุณจะพบว่า “มันเป็นการดีกว่าที่คุณจะเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ในการเล่นหุ้นของคุณ แทนที่คุณจะตัดสินใจเลิกเล่นหุ้นไป” เนื่องจากการเลิกเล่นหุ้นเก็งกำไรนั้น ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง เพราะมันไม่ได้ช่วยป้องกันให้คุณไม่คิดที่จะกลับมาลองเก็งกำไรหรือเล่นหุ้น รอบใหม่อีกครั้ง และไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเมื่อคุณต้องเจอกับภาวะขาดทุนติดๆกันอีกครั้ง

ใน การที่จะควบคุมสติของคุณให้ได้ ก่อนที่คุณจะเกิดอาการ “จิตหลุด” ขึ้นมานั้น คือการเอาชนะจิตใจและตัวตนข้างในของคุณให้ได้เสียก่อน คุณต้องทำมันและพาตัวเองกลับมาเดินอยู่ในหนทางที่ถูกต้อง แล้วคุณจะได้กำไรชีวิตจากสิ่งที่คุณทำอย่างคาดไม่ถึง เพราะคุณจะรู้ว่าถึงแม้คุณจะต้องเจอกับช่วงเวลาที่โหดร้าย แต่คุณก็จะมั่นใจในตนเองว่าคุณจะข้ามผ่านมันไปได้ และสามารถควบคุมสติของคุณเอาไว้ได้จนไม่ต้องเกิดการขาดทุนที่มากมายอีกครั้ง

วิธี การง่ายๆที่จะช่วยคุณได้ คือให้คุณลองนำสิ่งที่คุณเชื่อว่าเป็นหลักหรือแก่นในการเก็งกำไรของคุณ มาเขียนลงในกระดาษโน้ทเล็กๆแปะไว้กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ของคุณเอง โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้คุณระลึกและตระหนักถึงมันอยู่ตลอดเวลา ทำให้สิ่งต่างๆเหล่านี้อยู่ในจิตสำนึกของคุณอยู่ตลอดเวลา แทนที่มันจะไปฝังอยู่ในจิตไต้สำนึกของคุณจนลึกเกินไปนั่นเอง แต่จงระวังไว้ว่าทุกๆครั้งที่คุณได้เขียนโน้ทเอาไว้นั้น ขอให้แน่ใจว่าคุณกำลังเขียนแนวคิดลงไป ไม่ใช่วิธีการ จงอย่ายึดติดกับ”วิธีการ” จนเป็นการทำให้ปัญหาของคุณนั้นย่ำแย่ลงไปกว่าเดิม

ยก ตัวอย่างเช่น ลองคิดถึงช่วงเวลาที่อารมณ์ของคุณนั้นพลุ่งพล่านจากการที่คุณได้เกิดการขาด ทุนติดๆกัน ภายในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นกำลังเคลื่อนไว้อยู่ในกรอบแคบๆดู แล้วลองเขียนโน้ทลงไปในลักษณะคำพูดแบบนี้ครับ

“อารมณ์บ้าๆนี้อาจจะมา จากการขาดทุนติดๆกันอย่างรวดเร็วของเรา และการขาดทุนติดๆกันอย่างรวดเร็วนี้อาจมาจากการที่เราพยายามเล่นหุ้นในช่วง เวลาที่ตลาดหุ้นกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆนี้ก็ได้ หรือเราอาจกำลังเล่นหุ้นบ่อยเกินไปก็ได้ และไม่มีอะไรที่ได้ผิดพลาดไปในระบบของเราหรอก ตราบใดที่เรายังเล่นหุ้นได้ตามระบบของเราอยู่ ทุกอย่างก็ยังคงปกติและเราก็ยังเล่นหุ้นได้ดีอยู่เหมือนเดิม”

เอาล่ะ หรือไม่คุณอาจลองเปลี่ยนเป็นประโยคอีกประโยคหนึ่ง ซึ่งเขียนออกมาในสถานการณ์เดียวกันดู

“อย่า เป็นไอ้โง่ที่เล่นหุ้นโง่ๆบ่อยเกินไปสิฟะ! เหมือนกับว่ากลัวที่จะขาดทุนในวันนี้เสียเหลือเกิน อย่าทำเหมือนกับทุกๆวันที่ผ่านมา ไม่งั้นเรื่องแบบนี้มันก็จะเกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ และไม่จำเป็นต้องรีบร้อนที่จะเล่นหุ้นเกินไปถ้ายังคิดจะเล่นในหุ้นแบบเดิมๆ อีก”
        
จงรักษา “สติ” ของคุณเอาไว้
“รักษาสติเอาไว้” คือประโยคต่อไปในกระดาษโน้ทของคุณ
อีก วิธีหนึ่งซึ่งคุณสามารถทำได้นั้น คือโดยการเขียนโน้ทซึ่งคุณพอจำได้ว่าก่อนที่อาการ “จิตหลุด” ของคุณจะเกิดขึ้นนั้น ได้เกิดอะไรขึ้นมาบ้าง ยกตัวอย่างเช่น หายใจเร็วขึ้น, เหงื่อออกเยอะ, บิดตัวไปมาอยู่บนเก้าอี้ หรืออาการนั่งไม่ลง และหลังจากที่อาการ “จิตหลุด” ของคุณเริ่มรุนแรงขึ้น เช่น โวยวาย, ขว้างปาสิ่งของ หรือทำลายข้าวของ จนในที่สุดเมื่อคุณเกิดเอาการ “จิตหลุด” แบบเต็มขั้นหรือการตื่นตระหนกอย่างสุดขีด

แน่นอนว่ามันคงจะมีลิสท์ รายละเอียดของอาการที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวเหยียดเลยทีเดียว แต่การที่คุณสามารถที่จะตระหนักถึงมันได้เมื่อมันเกิดขึ้นมานั้น อาจช่วยให้คุณเริ่มที่จะสามารถควบคุมมันเอาไว้ได้ ก่อนที่มันจะควบคุมตัวของคุณแทนนั่นเอง
        
คอยตระหนักอยู่ตลอดเวลา
คุณ ควรต้องรู้ถึงสิ่งที่มีศักย์ภาพที่จะก่อให้เกิดอาการ “จิตหลุด” ของคุณ มันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการที่คุณจะยอมรับว่าตัวของคุณนั้นมี “อารมณ์” ข้องเกี่ยวอยู่เสมอ และจงอย่าพยายามที่จะมองข้ามมันไป หรือพยายามเก็บมันซ่อนเอาไว้เพราะคุณมองว่ามันคือสิ่งที่แสดงถึงความอ่อนแอ ของคุณ เพราะนี่จะเป็นสิ่งที่จะทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่

คุณ เป็นมนุษย์! มนุษย์ทุกคนมีอารมณ์ และอารมณ์จะเข้มข้นขึ้นเมื่อสถานการณ์ต่างๆนั้นเริ่มบีบคั้นขึ้นมา ดังนั้น คุณอาจไม่จำเป็นที่จะต้องรู้หรอกว่าคุณจะทำอะไรเมื่อคุณ “จิตหลุด” และสูญเสียการควบคุณขึ้นมา แต่คุณจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้ หรือจำให้ได้ว่าคุณจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้อาการ “จิตหลุด” นั้นเกิดขึ้นมาอีกครั้ง คุณจำเป็นต้องรู้ว่าอะไรที่จะช่วยให้คุณมี “สติ” อยู่เท่าที่คุณจะสามารถทำได้ ในช่วงเวลาแย่ๆของการเล่นหุ้นซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคต คุณจำเป็นต้องรู้ว่าอะไรจะช่วยให้คุณ “กลับมา” มีสติขึ้นอีกครั้ง
        
แล้วนักเล่นหุ้นที่ประสบความสำเร็จนั้นทำอะไรบ้าง?
นัก เล่นหุ้นที่ประสบความสำเร็จนั้น คือนักเล่นหุ้นที่สามารถที่จะควบคุม ”สติ” ไม่ว่าจะในสถานการณ์ที่เขามีกำไรหรือขาดทุน และมี “สติ” อยู่ในทุกๆเวลา การมี “สติ” นั้นเป็นส่วนสำคัญในการที่จะช่วยในการควบคุมอารมณ์ไม่ให้เกิดอาการณ์ “จิตหลุด “ ในการเล่นหุ้นขึ้นมา นักเล่นหุ้นที่ดีนั้นสามารถที่จะประเมิณการขาดทุนของเขาในรูปแบบของการเกิด ขึ้นตามธรรมดาของระบบการลงทุน และนักเล่นหุ้นที่ดีนั้นจะสามารถเล่นหุ้นได้ตามระบบที่ดีของเขาได้ไม่ว่าจะ ต้องเจอกับช่วงเวลาเลวร้ายเพียงใด และถึงแม้พวกเขาจะเกิดการขาดทุนขึ้นมา พวกเขาก็จะเข้าใจว่ามันต้องเกิดขึ้น พวกเขายอมรับกับ “ความน่าจะเป็น” ที่มันจะต้องเกิดขึ้น และทำตามระบบต่อไป ซึ่งการซื้อ-ขายครั้งต่อไปนั้นอาจจะทำกำไรให้พวกเขาก็ได้

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  http://www.thaibestforex.com/forex/t579/?/